การออกแบบอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

Read it in Loop | Loopless

➜ หากใครที่เคยเดินทางไปย่านอโศก นอกจากการจราจรที่คับคั่ง ตึกคอนกรีตสูง และผู้คนในชุดพนักงานบริษัทที่เดินกันขวักไขว่แสดงถึงความเป็นย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร ภายในพื้นที่นี้ยังมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เปิดดำเนินการมากว่า 70 ปีแทรกตัวอยู่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้คือ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” (Srinakharinwirot University) หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อย่อว่า “มศว” (SWU)

จากโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง สู่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ในปัจจุบันภาพจำของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นสถานที่ผลิตบุคลากรที่มีชื่อเสียงในธุรกิจและวงการบันเทิงเป็นจำนวนมาก แต่อันที่จริงแล้วหากย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้นเมื่อปีพ.ศ. 2492 สถานที่แห่งนี้เคยมีชื่อเสียงเรื่องการผลิตครูมาก่อนในฐานะ “โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง” จากนั้นจึงได้รับการยกฐานะเป็น “วิทยาลัยวิชาการศึกษา” ขยายวิทยาเขตไปยังจังหวัดต่างๆ จนท้ายที่สุดได้ขยับสถานะเป็น “มหาวิทยาลัย” ในปี พ.ศ. 2517 โดยได้รับพระราชทานชื่อ “ศรีนครินทรวิโรฒ” อันมีความหมายว่า “มหาวิทยาลัยที่เจริญ เป็นศรีสง่าแก่มหานคร” และได้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐอย่างเต็มตัวในปี พ.ศ. 2559

ด้วยระยะเวลากว่า 70 ปีที่มหาวิทยาลัยได้ทำงานด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ทางทีมผู้บริหารและคณาจารย์ได้เห็นพ้องถึงความจำเป็นในการปรับปรุงอัตลักษณ์ให้ทันสมัย (Identity Redesign) ตลอดจนมีระบบการสื่อสารที่มีมาตรฐานเพื่อรองรับการเติบโตของมหาวิทยาลัยในอนาคต อย่างไรก็ตามในทุกๆ การเปลี่ยนแปลงย่อมมีความจำเป็นที่ทางลูกค้าจะต้องใคร่ครวญให้แน่ใจ และมี “ภาพของตนเองในอนาคตให้ชัด” เพราะความชัดเจนในส่วนนี้จะมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการออกแบบ โดยเฉพาะในส่วนอัตลักษณ์องค์กร

คนเดิมที่ดูใหม่

การเปลี่ยนแปลงนั้นมีหลายระดับ หากเปรียบองค์กร หน่วยงาน สถาบัน หรือแบรนด์สินค้าเป็น “คน” คนหนึ่ง การเป็น “คนเดิมที่ดูใหม่” กับ “คนใหม่” นั้นมีเจตจำนงที่แตกต่างกันมาก ในมิติของการออกแบบเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเจตจำนงนี้ให้ถ่องแท้ คนใหม่ย่อมต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับที่สูงกว่าคนเดิมที่ดูใหม่ แต่ไม่ว่าจะต้องการเป็นคนเช่นไร เราก็ควรรู้จักตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

การทบทวนตนเองเพื่อสำรวจข้อดีและข้อด้อยถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานแรกสุดที่พึงกระทำ เมื่อทราบถึงข้อเท็จจริงทั้ง 2 ส่วน จึงจะนำไปสู่การสร้างกรอบที่ชัดเจนว่าจะจัดการตนเองใหม่ในแง่มุมใด สำหรับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พวกเขามองตนเองว่าเป็นสถาบันการศึกษาอันเก่าแก่ แต่ในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องตามให้ทันองค์ความรู้ใหม่ๆ และสื่อสารกับคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ อีกทั้งภายในองค์กรยังประกอบด้วยคนทำงานหลากหลายวัย ดังนั้นการสงวนข้อดีและปรับปรุงข้อด้อย สู่การ “เป็นคนเดิมที่ดูใหม่” จึงเป็นทิศทางที่ทุกฝ่ายในมหาวิทยาลัยพึงพอใจมากที่สุด

การปรับอัตลักษณ์และออกแบบชุดตัวอักษรประจำมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ในการรับรู้ของผู้คนโดยทั่วไป มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นหนึ่งในสถาบันที่ทันสมัย แต่ความรู้สึกเดียวกันนี้กลับไม่ถูกส่งผ่านไปพร้อมกับตราสัญลักษณ์เดิมที่ใช้อยู่ อีกทั้งรูปแบบการใช้ตัวอักษรเพื่อการสื่อสารตามหน่วยงานต่างๆ ก็ยังขาดการจัดการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับมหาวิทยาลัย ทางทีมออกแบบของ คัดสรร ดีมาก จึงแบ่งกรอบการทำงานออกแบบ 3 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

1. ชุดตัวอักษร “Srinakharinwirot”

แบบตัวอักษร (typeface) นั้นนอกจากจะทำหน้าที่บรรจุข้อความและส่งผ่านข้อมูลไปยังผู้รับแล้ว ยังบ่งบอกด้วยว่าเจ้าของข้อความนั้นเป็นคนแบบไหน การออกแบบชุดตัวอักษรให้กับองค์กรจึงเปรียบเหมือน “การสร้างน้ำเสียงเฉพาะ” ที่ไม่ซ้ำใคร เพื่อให้แน่ใจว่าใจความนั้นจะถูกเปล่งออกมาด้วยสำเนียงที่เหมาะสมและคงที่

สำหรับชุดตัวอักษร Srinakharinwirot นั้นได้รับการออกแบบให้อยู่ในประเภทตัวอักษรไทยแบบไร้หัว (Loopless Terminal) เข้าคู่กับตัวอักษรละตินในตระกูล Humanist Sans Serif งานในส่วนนี้ดูแลการออกแบบโดย คนัช อุยยามาฐิติ และทำ Post-Productionโดย ศุภกิจ เฉลิมลาภ ด้วยเพราะงานด้านการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจำนวนมาก แบบตัวอักษรในกลุ่ม Humanist ที่เก็บรักษาร่องรอยการเขียนไว้อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะด้วยการตวัดเส้นหรือการตัดปลายจบของตัวอักษรด้วยองศาที่เป็นไปตามธรรมชาติการเขียน จึงตอบโจทย์การเป็นชุดตัวอักษรสำหรับสถาบันการศึกษา

นอกเหนือจากความเหมาะสมในเรื่องของแบบแล้วนั้น เงื่อนไขของการนำไปใช้งานที่ต้องการใช้เป็นตัวพาดหัวและแสดงชื่อคณะคู่กับตัวโลโก้ ก็เป็นอีกปัจจัยในการกำหนดแบบ จึงต้องสำรวจดูชื่อคณะที่ยาวที่สุดเพื่อนำมาใช้ในการกำหนดความกว้างของตัวอักษร เมื่อนำมาใช้งานคู่กับโลโก้ ภาพรวมที่ปรากฏก็จะดูไม่ยาวจนเกินไป จึงเป็นเหตุให้แบบของชุดตัวอักษร Srinakharinwirot นั้นเป็นทรงแคบ และจำเป็นจะต้องมีความหนาที่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นตัวพาดหัว

ชุดตัวอักษรชนิดนี้ให้ความรู้สึกที่เป็นมิตร อ่านง่าย ช่วยประหยัดพื้นที่ในการพิมพ์ชื่อคณะและหน่วยงานที่มีความยาวโดยไม่สูญเสียความชัดเจนในการอ่าน เอกลักษณ์อันโดดเด่นอีกประการของตัวอักษรชุดนี้ คือการกระจายส่วนโค้งจากเส้นกราฟแสดงการเจริญเติบโตที่อยู่ภายในตราสัญลักษณ์หลักของมหาวิทยาลัยลงไปในตัวอักษรต่างๆ

Srinakharinwirot ถูกจัดทำขึ้นเพียง 1 น้ำหนัก ด้วยเงื่อนไขของการใช้งานเพื่อเป็นตัวพาดหัว (Heading) โดยใช้งานร่วมกับชุดตัวอักษร Sarabun ในส่วนเนื้อความ (Body Text)

2. ตราสัญลักษณ์หลัก ตราสัญลักษณ์คณะ และตราสัญลักษณ์รอง

ตราสัญลักษณ์หลัก (Primary Logo) ของมหาวิทยาลัยถูกปรับปรุงรายละเอียดในจุดต่างๆ เช่น วงแหวนกรอบนอกที่ปรับให้เป็นสี่เหลี่ยมขอบมนแบบขนมไหว้พระจันทร์ซ้อนกัน 2 ชิ้น ลดรายละเอียดในลายเส้นวงแหวนปีกนก ปรับลวดลายไทยที่ไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดได้ในขนาดเล็กให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนและแทนที่ตัวอักษรแบบมีหัว (Loop Terminal) ชุดเดิมให้เป็นชุดตัวอักษร Srinakharinwirot ในแบบไร้หัว แต่รูปแบบการจัดวางยังคงอ้างอิงจากแบบดั้งเดิม ทั้งหมดถูกจัดวางอยู่ในตารางสัดส่วนโครงสร้าง (Grid Construction) ที่เหมาะสม

 

ในขณะที่ตราสัญลักษณ์คณะได้ทำการลดรูปลงจากตราสัญลักษณ์หลัก โดยสลับตำแหน่งชื่อมหาวิทยาลัยไปกำกับต่อท้ายชื่อคณะและหน่วยงานต่างๆ พร้อมด้วยแถบสีของแต่ละหน่วยงาน

สำหรับตราสัญลักษณ์รอง (Secondary Logo) ถูกออกแบบเป็นอักษรย่อ (Letterform) ที่แฝงเอกลักษณ์ส่วนโค้งจากเส้นกราฟแสดงการเจริญเติบโตจากตราสัญลักษณ์หลักลงในตัวอักษร “SWU” และ “มศว” ตราสัญลักษณ์เวอร์ชั่นนี้จะถูกใช้งานในส่วนงานกิจกรรม สันทนาการ หรือหัวของวารสารประจำมหาวิทยาลัย

3. รูปแบบการใช้งานและคู่มือระบบอัตลักษณ์

เพื่อสร้างมาตรฐานการใช้งานตราสัญลักษณ์ ชุดตัวอักษร ค่าสี และองค์ประกอบกราฟิกต่างๆ ทางทีมออกแบบของ คัดสรร ดีมาก ได้ทดลองทำตัวอย่างการใช้งานบนสิ่งพิมพ์ ป้ายอาคาร สื่อออนไลน์ และเสื้อยืด พร้อมจัดทำคู่มือระบบอัตลักษณ์ (Identity Guideline) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมืออ้างอิงให้ฝ่ายออกแบบของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานในสังกัดสามารถนำไปทำงานต่อได้บนมาตรฐานเดียวกัน

ตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่ว่า “การศึกษาคือความเจริญงอกงาม” (Education is Growth) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งจะเติบโตงอกงามได้ย่อมต้องผ่านการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผ่านมาแล้ว 70 ปี ใช่ว่าคุณครูคนนี้จะสดใหม่ขึ้นไม่ได้ในปีที่ 71