เปลี่ยนจากต้นทาง

Read it in Loop | Loopless

➜ ชีวิตรอบด้านที่ดีขึ้นทุกวัน เริ่มจากการที่เรามีเวลาได้คิด พอได้คิดบ่อยๆ ก็มักจะคิดได้ พอคิดได้ก็มักจะทำได้ ที่ทำได้ก็เพราะว่าได้ทำ สะสมไปวันละนิด กลายเป็นพัฒนาการที่เห็นได้ชัด

สำคัญมากว่าการจะทำอะไรได้ต้องเริ่มจากการคิดให้ได้ก่อน ไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก หากใจไปไม่ถึง ก็อย่าหวังว่าตัวจะไปถึง ประมาณว่าใจต้องถึงดวงจันทร์ก่อนยาน จึงบันดาลแรงมาทำงานอย่างขยัน อดทน จนบรรลุเป้าหมาย

คนที่สมหวัง ทำได้อย่างที่คิดเอาไว้ ไม่ได้เป็นอัจฉริยะมาจากไหน แต่เป็นคนธรรมดาที่มีคุณสมบัติพิเศษข้อหนึ่งร่วมกัน นั่นคือความสามารถในการสื่อสารกับตัวเองอย่างเป็นมิตร

เมื่อรู้สึกปลอดภัย เข้าใจ และสบายใจพอ มนุษย์จะเกิดความยินดีเต็มใจในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง แต่สภาวะที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย เมื่อใจของเรามักมุ่งเปลี่ยนผลลัพธ์ที่เป็นลบ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ปลายทางและเป็นพฤติกรรมสะสมอันเกิดมาจากเหตุที่อยู่ต้นทาง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแม่อยากลดน้ำหนักแล้วพูดว่า “ต่อไปนี้จะไม่กินเยอะแล้วนะ” ทันทีที่พูดจบภาระก็เกิดขึ้นในใจ การอยากเปลี่ยนเรื่องลบด้วยรูปประโยคปฏิเสธ จะตามมาด้วยแรงต้านจากตัวเองอย่างรุนแรง คือ “ก็ฉันชอบกิน” และจะสาวไปหาประโยคสำคัญที่อยู่ต้นทางอย่างรวดเร็วว่า “ก็การกินคือความสุขของชีวิตฉัน” เท่านี้ก็จบ พฤติกรรมปลายทางใดๆ ที่ไม่ตอบใจที่ตั้งไว้ ก็เป็นอันไม่อยากทำต่อ

หรือถ้าใครอยากเป็นคนที่ตรงต่อเวลาขึ้นมา อยากเลิกมาสาย หากบอกกับตัวเองว่า “ต่อไปนี้จะไม่มาสายอีกแล้ว” กลายเป็นว่าบางทีก็มาสายหนักกว่าเดิม เพราะมันค้านกับประโยคต้นทางที่ควรจะหามันให้เจอ ซึ่งอาจเป็นแค่คำว่า “เราขี้เกียจ” หรืออาจพบความจริงที่อยู่ลึกกว่านั้น เช่น “เราเกลียดงาน” ก็เป็นได้ เราถึงพยายามเดินทางไปทำงานให้ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การปรับเปลี่ยน Mindset หรือ ความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรม อยู่ในวิสัยที่ทุกคนพึงทำได้ เพราะมันเป็นเพียงวิธีคุยกับตัวเองอย่างมีชั้นเชิง เมื่อเราชอบคนที่พูดกับเราดีๆ เราก็แค่หัดพูดดีๆ ให้ตัวเองฟัง เริ่มจากการปรับแต่งประโยคต้นทางที่ทำให้เราเกิดการฉุกคิด ด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนักจูงใจ ไม่ขัดกับจริตและความรู้สึก

เช่นแม่อาจลองพูดใหม่ว่า “เรื่องกินสำคัญ เรื่องสุขภาพก็สำคัญนะ” หรือ “ระวังเรื่องกินมากขึ้น ก็อยู่กับลูกหลานได้นานขึ้น” หมั่นพูดพร้อมจินตนาการภาพและความรู้สึกราวกับมันได้เกิดขึ้นจริง ว่าตัวเองผอม แข็งแรง อยู่ท่ามกลางลูกหลานที่เติบโต ฝึกคิดบ่อยๆ เปลี่ยนจากภาพที่เบลอจนกลายเป็นชัด เมื่อ mindset นี้ถูกประทับลงไปในจิตใต้สำนึกเมื่อไหร่ แม่จะตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง มีใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เหมาะสมไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อเดินไปสวมภาพในหัวที่คิดเอาไว้ให้พอดี

คนที่อยากตรงต่อเวลา อาจนึกถึงผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ของการมาสาย แล้วพูดกับตัวเองใหม่ว่า “เราอยากทำอะไรแบบสบายๆ มีเวลาเหลือๆ บ้าง” พออยากได้แบบนี้ขึ้นมาจริงๆ ก็จะหาทางออกจากบ้านเร็วขึ้นจนได้ ไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงการมาสาย แต่ข้ามไปพูดถึงเหตุให้อยากมาเช้าแทน

หรือใครที่อยากเก็บเงินเพิ่มแต่ยังไม่เคยทำได้ ก็สามารถปลูกฝัง mindset แบบค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะพูดว่า “ปีนี้เราจะเก็บเงินให้ได้ห้าหมื่น” ก็อาจลดจำนวนลงสักครึ่งหนึ่ง หรือถ้ามันยังกดดันจากประวัติที่ล้มเหลว ก็ลองพูดจากจุดเริ่มต้นพื้นฐานเลยก็ได้ว่า “แค่ประหยัด เราก็รวยขึ้นเลย” พอทำได้หลายครั้ง เหลือเงินเก็บได้จริง ก็ค่อยมาปรับประโยคต้นทางให้เข้มงวดขึ้น ทั้งนี้ไม่ได้แนะนำให้เป็นคนคิดการเล็ก แต่ให้ใช้มันเป็นกุศโลบายในการสะสมผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ต่อยอดไปสู่เป้าหมายใหญ่ได้โดยไม่เผาเวลาทิ้ง

ผลลัพธ์ที่เป็นบวกเกิดจากใจที่ผ่อนคลาย คนที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่คนที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวตั้งมั่นตลอดเวลา แต่ที่แน่ๆ คือเขารู้จักหาวิธีคุยกับคนในกระจกอย่างมีจิตวิทยา เป็นความฉลาดทางอารมณ์ที่ฝึกได้ ลองหาประโยคกระตุ้นพฤติกรรมใหม่ให้เจอ พูดให้บ่อย คิดภาพความสำเร็จอันยั่วใจให้ชัด หากคิดไม่ออกก็ต้องหน้าด้านคิดไปจนออก เพราะคิดเยอะไม่เสียตังค์ แถมเป็นหัวของเราเอง เผลอคิดลบหนึ่งครั้งก็คิดบวกสองครั้งสู้ไป แล้วนิสัยเก่าที่ฉุดรั้งจะค่อยๆ ถูกแทนด้วยนิสัยใหม่ที่ทำให้เจริญ สำคัญคือเชื่อในแนวคิดของเวลาและการหยอดกระปุกสะสม

พอเป็นมิตรกับตัวเองได้ เราก็พร้อมเป็นมิตรกับคนอื่น หรืออย่างน้อยที่สุดเราก็ไม่เป็นภัย หยิบจับอะไรก็เกิดผล มัวรอให้ใจมา มันไม่เคยมา ต้องทำให้ใจมา ทุกอย่างก็ตามมาได้หมด เริ่มพูดประโยคใหม่ๆ กับตัวเองด้วยทัศนคติที่ดี พอต้นทางเปลี่ยน ปลายทางจะเปลี่ยนเอง