Promphan Suksumek
Promphan Suksumek
  • Writer: Promphan Suksumek
  • Cover Design: Promphan Suksumek
  • Tag: Custom font

เป็นเรื่องของรายละเอียด

Read it in Loop | Loopless

➜  เราพบเห็นการตั้งคำถามบนโลกออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง ในประเด็นเรื่องการมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างตัวไม่มีหัวไทย (Thai Loopless) ที่ดูหน้าตาแต่ละตัวนั้นก็มีความเรียบๆ เหมือนกัน ซึ่งจริงๆ ก็พูดได้ว่าไม่แปลก ที่ดูด้วยสายตาคนทั่วไปแล้วจะพบว่าไม่มีความแตกต่างมากนัก

ไม่ว่าจะเป็นการนึกถึงและพูดเร็วๆ แบบไม่ทันสังเกตหาสาเหตุหรือจะเป็นคำถามที่เกิดจากการพยายามทำความเข้าใจ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจุดไหนคือจุดที่ต้องสังเกตเวลาที่มองหาความแตกต่างของชุดตัวอักษรที่หน้าตาคล้ายคลึงกัน ถึงแม้เราจะอยู่ในยุคที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายดายด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่มันก็ไม่ได้การันตีว่าทุกคนจะสามารถเข้าใจข้อมูลที่ตัวเองหาได้ครบถ้วนหรือรอบด้านเสมอไป เรื่องบางเรื่อง ก็อาจจะเป็นเรื่องเฉพาะทางที่ต้องอาศัยเวลาในการย่อยข้อมูล และบ่อยครั้ง เวลาของเราก็อาจจะไม่ได้ถูกจัดสรรไว้สำหรับย่อยข้อมูลเหล่านั้น

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าตัวหนังสือถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้านจุดประสงค์ในการใช้งาน ดังนั้นการพยายามจะแยกความแตกต่างของตัวอักษรที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในจุดประสงค์ใกล้เคียงกัน หรือมีความคล้ายคลึงกัน ทำให้เราแยกความแตกต่างได้ยาก

การแยกความแตกต่างของตัวอักษรในกรณีนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของรายละเอียด ที่ไม่ใช่รายละเอียดเล็กๆ เพียงจุดเดียว แต่เป็นเรื่องของรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลในภาพรวม ถ้าหากอยากทำความเข้าใจเรื่องนี้ อาจจะต้องเริ่มจากตัดความคิดแบบนักออกแบบกราฟิก หรือมุมมองงานออกแบบกราฟิกออกไปก่อน ความแตกต่างที่ว่ามันอาจจะไม่โดดเด่นสะดุดตา หรือไม่ได้ห่อหุ้มไว้ด้วยแนวคิดเชิงลึกใดๆ หรือออกแบบเพื่อมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาสังคมหรือกู้โลก (ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ก็ยังไม่เคยเห็นว่า กราฟิกงานไหนกู้โลกได้ก็ตาม)

รายละเอียดของการออกแบบตัวหนังสือที่ว่านี้ อยากจะเน้นย้ำด้วยปากกาแดงว่า มันไม่ได้หมายความว่าทุกตัวหนังสือแต่ละตัวในตัวอักษรแต่ละชุด (Typeface) จำเป็นจะต้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเพื่อให้ทุกคนเห็นความแตกต่างในแรกเห็น เพราะทันทีที่มันพยายามจะเพิ่มเติมแนวคิดการออกแบบที่ไม่มีใครเหมือนเข้าไป ก็ยิ่งจะทำให้เกิดความไม่คุ้นชินและยากต่อการอ่าน ในทันทีที่ตัวหนังสือที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งข้อความสื่อสาร แต่กลับกลายเป็นหน้าตาที่ทำให้อ่านยากมากขึ้นหรือทำให้เกิดการอ่านผิด ตัวหนังสือนั้นก็เปรียบเหมือนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ควรผ่านการรับรองคุณภาพ (QC: Quality Control) เพราะไม่สามารถใช้งานได้ ยกเว้นแต่ว่า ถ้าหากการทำตัวหนังสือที่อ่านไม่ออก คือจุดประสงค์ของนักออกแบบ (อันนี้ไม่ได้ประชด)

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ในขั้นตอนการออกแบบตัวหนังสือมักจะสอดแทรกความสามารถในการแก้ปัญหาของการอ่านตัวหนังสือนั้นเข้าไปด้วย โดยนักออกแบบจะต้องคำนึงถึงการออกแบบให้ตัวหนังสือนั้นเหมาะสมกับการนำไปใช้งาน เงื่อนไขของการนำใช้งานในที่นี้สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ประเภทแรกคือ  ตัวหนังสือที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้เป็นตัวพาดหัว (Headline) ซึ่งไม่ว่าจะมีหน้าตาที่สะอาดเรียบร้อยเป็นพิเศษ เพื่อที่เวลาใช้ในขนาดใหญ่จะไม่เก้งก้าง หรือกระทั่งตัวพาดหัวที่ใส่ความโดดเด่นสะดุดตา ทั้งสองแบบนี้ต่างก็ทำหน้าที่ดึงดูดสายตาผู้อ่าน สร้างความน่าสนใจให้เข้าไปในเนื้อหา

ต่อมาประเภทที่สองคือตัวหนังสือที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับตัวเนื้อความ (Body Text) เหมาะสำหรับการใช้กับข้อความแบบจัดเรียงตัวหนังสือจำนวนมาก มีเนื้อหาหลายย่อหน้า อาศัยระยะเวลาในการอ่าน และถูกนำไปใช้ในขนาดเล็ก ข้อจำกัดข้างต้นนี้คือปัญหาที่เราต้องใช้การออกแบบเข้ามาช่วยให้แบบเหมาะสมกับการนำไปใช้งานตามจุดประสงค์ เพราะแต่ละจุดประสงค์ก็จะมีปัจจัยในการออกแบบที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งจะอธิบายเพิ่มเติมในบทความนี้ นี่ยังไม่รวมไปถึงความแคบกว้างของตัวอักษร ที่สัมพันธ์ไปกับพื้นที่และการนำไปใช้

การออกแบบตัวหนังสือสำหรับการใช้งานแต่ละประเภทนั้นจะคำนึงถึงข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เพื่อให้การออกแบบไปเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาในจุดที่แตกต่างกัน เช่น การออกแบบตัวหนังสือสำหรับเนื้อความ จะมีการปรับความสูงของ x-height ให้มากขึ้น หรือในตัวไทยเราจะเรียกว่าความสูง บ. เพื่อให้เกิดพื้นที่สีขาวด้านในหรือเคาน์เตอร์สเปซ (Counter space) มากขึ้นและส่งผลให้ตัวหนังสืออ่านได้ชัดเจนขึ้นแม้ใช้ในขนาดเล็ก และจะต้องสัมพันธ์กับระยะห่างของแต่ละตัวหนังสือ ทำให้แต่ละตัวหนังสือมีระยะห่างต่อกันที่หลวมขึ้นตามไปด้วย ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้เราสามารถมองตัวหนังสือนั้นได้ชัดเจนขึ้น และส่งผลให้อ่านง่ายขึ้นในลักษณะของเนื้อความ ในขณะที่การออกแบบตัวหนังสือสำหรับเป็นตัวพาดหัว ที่ใช้ในขนาดที่ใหญ่ ความสามารถในการอ่านก็จะมากขึ้นไปด้วย เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเผื่อเคาน์เตอร์สเปซไว้มากนักเมื่อเทียบกับตัวเนื้อความ และยึดโยงไปถึงระยะห่างระหว่างตัวอักษรก็จะแคบลง จุดนี้ก็จะเป็นช่องให้เราใส่ลูกเล่นสะดุดตาเข้าไปมากขึ้นได้

ในวันที่มองไปทางไหนเราก็เห็นแต่ตัวลูปเลสไทย (Thai Loopless) หรือตัวไทยไม่มีหัวถูกใช้เป็นตัวพาดหัว และตัวเนื้อความก็จะใช้เป็นตัวไทยมีหัว (Thai Loop) เป็นเรื่องปกติ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

นอกจากข้อจำกัดของความเคยชินของผู้คนในสังคมที่ทำให้ผู้คนไม่ค่อยนิยมใช้ตัวมีหัวเป็นตัวพาดหัว อีกเหตุผลหนึ่งก็อาจเป็นเพราะขาดแคลนตัวไทยมีหัวที่หน้าตาสะดุดตา สามารถนำมาเรียกแขกและใช้เป็นตัวพาดหัวได้ดีก็เป็นได้

ถ้าหากเปรียบผลิตภัณฑ์เป็นหน้าตา และตัวหนังสือที่ใช้ในการสื่อสารกับลูกค้าเท่ากับน้ำเสียงของแบรนด์ เมื่อเรามองเห็นภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นสำคัญ เราก็จะเข้าใจถึงเหตุผลที่ต้องมี คัสตอม ฟอนต์ (Custom Font) เพื่อสร้างน้ำเสียงเฉพาะของเราคนเดียว คัสตอม ฟอนต์ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ รวมไปถึงผลประโยชน์ที่ได้จากการนำความสามารถของตัวหนังสือเฉพาะตัวนี้ มาใช้ลดต้นทุนของผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย

โจทย์ของ SC Asset นั้นเริ่มต้นด้วยการมองหา คัสตอม ฟอนต์ ที่ต้องการสื่อสารกับคนหลากหลายเพศและวัยมาเป็นน้ำเสียงหลักของบริษัท ดังนั้นในการตั้งต้นการออกแบบเพื่อกลุ่มผู้อ่านจากหลากหลายช่วงวัย ตัวหนังสือในกลุ่มตัวไทยมีหัวจึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวเก็ง เพื่อที่จะตอบโจทย์และครอบคลุมกับกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง แต่จะทำอย่างไร ให้ตัวไทยมีหัวของ SC Asset ดูไม่แก่หรือคร่ำครึ อีกทั้งยังใช้ได้ดีทั้งเป็นตัวเนื้อความและตัวพาดหัว ซึ่งนับเป็นข้อดีครอบจักรวาลที่มักจะมาให้เห็นบ่อยๆ แต่กลับไม่บ่อยนักที่จะออกแบบมาได้อย่างพอดี

ก่อนที่เราจะตอบว่าอะไรเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ เราต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่าข้อดีและข้อเสียของงาน all in one นี้คืออะไร แน่นอนว่าคำตอบเบื้องต้นคือเราก็จะได้เป็ดที่มีประโยชน์หลากหลายมาหนึ่งตัว  ความสามารถหลากหลายแต่ไปได้ไม่โดดเด่นเลยสักทาง ทว่าสำหรับแบรนด์ SC Asset นั้นกลับกลายเป็นข้อจำกัดที่พอดี มีต้องการหลายๆ สิ่งที่รวมอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงหลักที่ดูขึงขังแต่ก็ยังมีความเป็นมิตรอยู่ หรือตัวพาดหัวที่มีดีไซน์ไม่ฉูดฉาดมาก และมาลงตัวกับตัวอักษรในหมวด Humanist Sans อย่างพอดิบพอดี

Mundo Sans ออกแบบโดยคาร์ล ครอสโกรฟ (Carl Crossgrove) เป็นตัวที่ถูกเลือกมาเป็นตัวตั้งต้นในฝั่งตัวละติน (Latin) หรือตัวภาษาอังกฤษ ตอบโจทย์ได้พอดี ไม่ว่าจะเป็นการมีคุณสมบัติอ่านง่ายในการเป็นเนื้อความ ด้วยลักษณะเด่นของปลายจบ (Terminal) ที่บานออกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นผลมาจากการพลิกแพลงของการใช้ปากกา นับว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจกับรายละเอียดมากพอที่จะใช้เป็นตัวพาดหัวได้

แต่ถ้าเรานำลักษณะปลายบานนั้นมาสวมเข้าไปในตัวภาษาไทยเลย ก็จะทำให้หน้าตาของตัวไทยดูโบราณอย่างเสียไม่ได้ การปรับรายละเอียดที่ทำให้เกิดหน้าตาที่ร่วมสมัยมากขึ้นนั้น เกิดขึ้นได้เพียงลดความหนาเส้นจาก 3 เอ็ม (Em) เป็น 2 เอ็ม ก็ทำให้ลดความโบราณและเทอะทะลงไปได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนั้นการที่แบบตัวหนังสือที่มีลูกเล่นกับความออร์แกนิค (Organic) ของเส้นปากกาเพิ่มเข้ามา ยังเอื้อให้สามารถปรับแบบด้วยการลดทอนพื้นที่สีดำจากพื้นที่สีขาวได้มากขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้โครงสร้างของตัวอักษรมีพื้นที่เคาน์เตอร์สเปซเพิ่มมากขึ้น ทำให้ถูกใช้งานเป็นเนื้อความได้อย่างดีอีกด้วย

ถึงจุดนี้ เราพอจะได้สิ่งที่เรียกว่าเป็นลักษณะเด่นของตัวอักษรชุดนี้แล้ว ต่อมาเราก็ต้องนำจุดเด่นนี้ไปประยุกต์ใช้กับตัวอักษรทั้งชุดให้เกิดเป็นระบบ ทั้งจัดการให้หน้าตาในส่วนเหมือนกันให้ใช้แบบเดียวกัน ขั้นตอนนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของตัวอักษรชุดนั้น ในช่วงขั้นตอนนี้นับว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการออกแบบตัวอักษร

นอกจากจะคำนึงถึงเคาน์เตอร์สเปซข้างในตัวอักษรแล้ว เรายังต้องออกแบบพื้นที่สีขาวโดยรอบและระหว่างตัวอักษร (letter-spacing) อีกด้วย เพราะการออกแบบตัวอักษรไม่ได้ออกแบบเฉพาะพื้นที่สีดำ แต่เป็นการออกแบบทั้งพื้นที่สีขาวและสีดำไปพร้อมกัน

ดังนั้น การแยกตัวอักษรโดยการพยายามจดจำหน้าตาในแต่ละตัวจึงเป็นเพียงแค่หนึ่งในวิธีการแยกตัวอักษร เพราะคงต้องมีประสาทการแยกแยะที่ดีมากถึงสามารถแยกความแตกต่างได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะเมื่อเข้ามาสู่กลุ่มที่อยู่ในหมวดหมู่ (Type Classification) เดียวกัน ในฟอนต์หนึ่งชุดก็จะมีตัวอักษรที่มีลักษณะเด่นแค่บางตัว ดังนั้นเมื่อไหร่ที่เรามองไม่เห็นตัวเด่นนั้นๆ ก็เป็นไปได้ยากที่จะแยกความแตกต่างของแต่ละฟอนต์ได้

อย่างไรก็ตาม เราสามารถแยกความแตกต่างของตัวอักษรแต่ละชุดได้จากการมองพื้นผิวภาพรวม (Texture) ในขณะที่ตัวอักษรนั้นถูกใช้งานประกอบกันเป็นข้อความ ประโยค หรือย่อหน้า

ชุดตัวหนังสือที่ดีจะเป็นการผสมพื้นที่สีดำและพื้นที่สีขาวอย่างลงตัว เกิดเป็นพื้นที่สีเทาที่ไม่มีอะไรทำให้รู้สึกสะดุดเมื่อกวาดตามอง การสังเกตเห็นลักษณะพิเศษของตัวอักษรชุดนั้นจะเกิดขึ้นพร้อมกับการอ่าน เมื่อลองใช้วิธีการที่กล่าวไปข้างต้นกับตัวอย่างด้านล่าง เราจะสามารถแยกตัว Univers ออกจาก Helvetica ได้ แม้ทั้งสองจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน

จนถึงบรรทัดนี้ ก็หวังว่าทุกคนจะพอเข้าใจขั้นตอนการออกแบบตัวหนังสือ ความสามารถของการออกแบบตัวหนังสือที่ช่วยแก้ปัญหาในการอ่าน และวิธีการแยกแยะตัวหนังสือผ่านมุมมองของผู้ออกแบบตัวหนังสือได้ดีขึ้น

เอเดรียน ฟลูติเกอร์ (Adrian Frutiger) นักออกแบบตัวอักษรชาวสวิส ผู้ออกแบบฟอนต์ที่เป็นที่รู้จักอย่าง Univers, Frutiger, Méridien, OCR-B และ Avenir ได้เคยกล่าวไว้ว่า “จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้คือ ความสวยงามและลักษณะที่อ่านออกง่าย (Legibility) นั้นอยู่ใกล้กันมาก และภายใต้บทบาทของการออกแบบตัวหนังสือ มันควรเป็นเพียงการสัมผัสได้ในความรู้สึกของผู้อ่าน ไม่ใช่แค่จากการรับรู้และมองเห็น”

“From all these experiences the most important thing I have learned is that legibility and beauty stand close together and that type design, in its restraint, should be only felt but not perceived by the reader”

—Adrian Frutiger

 

SC Asset Typeface ออกแบบโดย คัดสรร อักษร