หมวก

Read it in Loop | Loopless

➜  เคยดูโฆษณากาแฟยี่ห้อหนึ่ง เล่าเรื่องเกี่ยวกับเจ้าของบริษัทขนาดเล็กที่ต้องพยายามทำทุกหน้าที่ด้วยความขยันเนื่องจากบริษัทเพิ่งเปิด ตั้งแต่เป็นรปภ. รับแลกบัตรผู้มาติดต่อ กระโดดสวมวิกมาเป็นประชาสัมพันธ์เพื่อบอกทาง รีบคลานมาดักสวมชุดแม่บ้านเพื่อเสิร์ฟกาแฟ วิ่งเปลี่ยนวิกมาเป็นเลขาฯ แล้วพุ่งไปสวมสูทผู้จัดการแบบถอดวิกแทบไม่ทัน เป็นโฆษณาที่ฮาและทำให้เห็นภาพมากๆ

เป็นธรรมดาที่การบริหารบริษัทขนาดเล็ก ย่อมเรียกหาการทำหลายหน้าที่ในพนักงานแต่ละคนโดยอัตในมัติ ที่คัดสรร ดีมาก ก็เป็นอย่างนั้น แม้จะไม่ได้วุ่นถึงขั้นสลับวิก แต่ก็อารมณ์คล้ายๆ กัน เราเรียกมันว่า “การสวมหมวกหลายใบ” แน่นอนว่าไม่มีใครอยากทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่ถนัด หรือไม่เก่ง แต่ด้วยสถานการณ์ตรงหน้าก็ทำให้เรามีทั้งหมวกที่อยากสวม / จำเป็นต้องสวม / และจำใจต้องสวม รออยู่เป็นลำดับ

ในช่วงเริ่มต้น แม่ของเราเองยังไม่เข้าใจชัดเจนว่าลักษณะงานที่ลูกทำเป็นยังไง มันเลยเหมือนเป็นสัญญาณบอกเรากลายๆ ว่า ถ้าแม่ไม่เข้าใจ สังคมก็คงไม่เข้าใจ ฉะนั้นการนั่งอยู่เฉยๆ แล้วหวังว่าตื่นเช้ามาโทรศัพท์จะดังที่ออฟฟิศทั้งวัน งานไหลมาเทมา ดูจะเป็นการฝันหวาน หน้าที่และกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการออกแบบก็เลยค่อยๆ งอกตามมาอย่างช่วยไม่ได้ บุคลากรจึงถูกคาดหวังและต้องหัดทำอะไรอีกหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ทั้งสอนหนังสือ / เป็นวิทยากร / จัดเวิร์คช็อป, สัมมนา, ทอล์ค / เขียนบทความ / ทำสำนักพิมพ์ / พอดแคสต์ / ทัวร์มหาวิทยาลัย / ทำผลิตภัณฑ์ / ประชาสัมพันธ์ / ลูกค้าสัมพันธ์ / วิจัยและพัฒนา / วางแผนขยายขอบเขตของบริการ / และอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา

เคยมีคนถามเหมือนกันว่า ที่บริษัทมีเวลาทำงานกันไหม กิจกรรมเยอะไปไหน เราก็พยายามอย่างมากที่จะแบ่งเวลา เพราะมันทำให้แต่ละคนได้ก้าวออกมาจาก comfort zone ของตัวเอง ได้เรียนรู้ว่าการทำจนเก่งก็เริ่มจากการทำไม่เป็นทั้งนั้น ไม่ต้องไปเขินอาย นอกจากจะได้ชุดความสามารถเพิ่มแล้ว เราก็ได้เติมช่องว่างความเข้าใจในวิชาชีพอย่างเป็นกิจจะลักษณะให้กับสังคม ถามว่าจำเป็นไหม ตอบว่าจำเป็นมาก เพราะความงงของแม่เราเป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เอาเข้าจริงๆ เราไม่ได้พยายามทำให้งานออกแบบดูเป็นเรื่องพิเศษ แต่เราอยากมีส่วนช่วยให้มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันมากกว่า การสลับหมวกรัวๆ จึงเกิดขึ้นตลอดเวลาในออฟฟิศ เราไม่มีตำแหน่งในนามบัตรของทีมงานอยู่หลายปี ไม่ใช่เพราะอยากเก๋แต่มันยากที่จะระบุ และความยืดหยุ่นนี้ได้ส่งผลลัพธ์เป็นพัฒนาการที่ดีกับทั้งระบบนิเวศน์

แต่เมื่อเวลาผ่าน มีคนเยอะขึ้น งานและกิจกรรมมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น ก็เป็นธรรมดาอีกเหมือนกันที่เราต้องมาพิจารณาทบทวนหน้าที่ในหมวกแต่ละใบของแต่ละคน เมื่อได้ลองทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ทำได้มาในระยะเวลาหนึ่ง เราก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วใครถนัดหรือไม่ถนัดอะไร การระบุตำแหน่งก็เกิดขึ้นเอง เพื่อความชัดเจนในขอบเขตของหน้าที่ หมวกใบที่อยากสวม ก็เต็มใจสวมกันต่อไป ใบที่จำเป็นต้องสวมก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว

แต่ใบที่จำใจต้องสวมนี่สิสำคัญ

สำคัญตรงเราต้องคิดให้ถ้วน ยอมรับให้ได้ และหารือร่วมกันเพื่อเขย่าส่วนผสมใหม่ให้ดีกว่าเดิม เพราะความจำใจทำให้เราไม่ใฝ่พัฒนา บทเรียนที่ผ่านมาทำให้เราพบว่าการรู้จักคืนหมวกนั้นสำคัญไม่แพ้กันกับการพยายามที่จะใส่มันเอาไว้ แต่ก็ต้องแน่ใจว่ามันไม่ใช่การคืนกันแบบมั่วๆ ทุกหน้าที่ในบริษัทจะต้องมีคนที่กำลังอยากทำมันอยู่พอดี และทำมันด้วยความกระตือรือร้น บน mindset ที่เข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของหมวกทุกใบ ให้เกียรติกัน และตอบแทนกันอย่างเหมาะสม เมื่อตกลงกันได้ลงตัว จะได้เอาเวลาไปเพิ่มมิติในหมวกใบที่เหลือ และหาหมวกใบใหม่ๆ มาสวมเพิ่ม บริษัทก็จะได้ประโยชน์จากการผนึกกำลัง ต่อยอดจากรากฐานที่ได้ปูมาอย่างมีประสิทธิภาพกว่า

การคืนหมวกให้เป็นช่วยป้องกันการเข้าใจตัวเองผิดจากการพยายามเป็นในสิ่งที่เราเป็นไม่ได้ และไม่ต้องเป็นก็ได้ เพราะลำพังสิ่งที่เป็นได้ก็มีอะไรให้ทำเยอะอยู่ เมื่อรู้จักใส่ ก็ต้องรู้จักถอด อาจจะยากหน่อย แต่ดีกว่าดันทุรังสวม

ฉะนั้นอย่าแปลกใจถ้าหมวกบางใบไม่เหมาะกับเราในวันนี้อีกแล้ว