Kamolkarn Kosolkarn
Kamolkarn Kosolkarn
  • Translator: Kamolkarn Kosolkarn
  • Editor: Panuwat Usakunwathana

นิโคลัส เจนสัน และความสำเร็จของเขา

Read it in Loop | Loopless

➜  ถ้าหากลองพิจารณาถึงแบบตัวตะกั่วที่ถูกทำในเมืองเวนิสแล้ว จะเห็นว่าผลงานของเจนสันนั้นเป็นหนึ่งในแบบตัวอักษรที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การพิมพ์

เมื่อครั้งที่ผมยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แบบตัวอักษรได้ดีอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ผมคิดว่าโลกนี้แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ การประกาศว่าแบบอักษรโรมัน De Aetna นั้นเป็นแบบที่สำคัญที่สุดในยุคเรเนสซองค์ตอนต้น กลุ่มสองคือสิ่งเดียวกันที่เกิดกับแบบโรมันของ นิโคลัส เจนสัน (Nicolas Jenson) คือพวกเขาเป็นเหมือนกับแฟนทีมฟุตบอลมากกว่าจะเป็นนักประวัติศาสตร์ด้านตัวอักษร แต่ในเวลานั้นบริบทที่แวดล้อมก็ทำให้ผมจะเข้าร่วมเป็นแฟนคลับของ De Aetna ออกโรงปกป้องอย่างมั่นใจในงานของกริฟโฟ (Francesco Griffo) ต้านกับแบบโรมันสุดเชยของเจนสัน

ภาพเปรียบเทียบระหว่างแบบโรมันของเจนสัน ปีค.ศ. 1470 (ด้านบน) และแบบโรมัน De Aetna (ด้านล่าง) ที่หล่อตัวพิมพ์โดยกริฟโฟ ในปี 1495–1496

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ได้มีการได้ศึกษาผลงานของเจนสันและวิเคราะห์แบบตัวอักษรของเขา ทำให้ผมเริ่มไม่แน่ใจเกี่ยวกับฝ่ายที่ผมเลือกอีกต่อไป และยังคิดว่าแบบโรมัน De Aetna นั้นไม่ได้ล้ำสมัยอย่างแบบตัวพิมพ์มือ (hand-press face) สำหรับตัวหนังสือที่ต่อเนื่องกัน และผมรู้ว่าแบบตัวอักษรที่ได้รับความนิยมอย่าง Garamond ส่วนใหญ่นั้นมีพื้นฐานมาจากการเลียนแบบดีไซน์ อย่างที่ Firmin Didot ได้ให้แสดงให้เห็นไว้เมื่อสองร้อยปีก่อน ผมยังตัดสินว่าแบบโรมัน De Aetna นั้นเป็นแบบที่สมบูรณ์และมีสมดุลที่ดีในสายตาของศตวรรษที่ 21 (แม้จะตัดสินได้ว่าเป็นร่องรอยของการเกิดขึ้นอย่างผิดยุค ยอมรับได้จากมุมมองของการออกแบบ แต่ไม่ใช่มุมมองที่สมเหตุสมผลตามประวัติศาสตร์นี้) ผมยังคิดอีกว่าในมุมมองเชิงประวัติศาสตร์ แบบตัวอักษรของเจนสันนั้นประสบความสำเร็จในบางสิ่งมากกว่าที่กริฟโฟทำได้

แบบอักษรโรมัน De Aetna นั้นก็เหมือนกับแบบอักษรโรมันอื่นๆ ในปัจจุบัน ที่จริงๆ แล้ว “เป็นบุญคุณ” กับแบบของเจนสัน ในช่วงเวลาเริ่มต้นตอนปีค.ศ. 1470 แบบโรมันของเจนสันประสบความสำเร็จอย่างมากในฐานงานออกแบบที่มีคุณภาพสูง ทั้งในแง่ของการมีตัวเลือกของแบบและการจัดการ มันกลายเป็นต้นแบบของตัวอักษรโรมันไปทั่วยุโรป กริฟโฟเองก็เป็นเช่นเดียวกับแบบตัวตัด (punchcutter) อื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามรอยของเจนสัน วันนี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจความสำคัญในงานของเจนสัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับในยุคแรกเริ่มที่รู้จักแบบตัวอักษรที่ทำในเวนิสระหว่างปีค.ศ. 1469–1472 ก็จะเข้าใจได้

กลุ่มแบบตัวอักษรหลักที่เห็นได้ในยุคก่อตั้ง Venetian (คำเรียกสาธารณรัฐเวนิสในปัจจุบัน) แม้ว่าจะมาจากการสำรวจอย่างคร่าวๆ แต่ก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงตัวตัดที่มีรูปทรงแตกต่างจากต้นแบบตัวอักษรอื่นๆ 

อย่างไรก็ตาม แบบตัวอักษร Sweynheym และ Pannartz รวมถึง Haan (โรม) ไม่มีอันไหนในนี้ที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นแบบโรมันที่แท้จริง เจนสันออกแบบตัวโรมันเป็นลำดับที่สองตามมาจาก Da Spira ที่ออกแบบโดย วอน สเปนเยอร์ (Von Speyer) แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ Da Spira รวมถึงแบบโรมันอื่นๆ ในช่วงต้น 1470s ที่ต่างดูเป็นแนวแบบดั้งเดิม แบบตัวอักษรโรมันของเจนสันยังเป็นแบบตัวอักษรที่ดูร่วมสมัยในวันนี้ เรื่องนี้เป็นจริงมากขึ้นเมื่อมีความสำเร็จจาก Adobe Jenson ที่เปิดตัวในปี 1996 นักออกแบบจากอะโดบี้อย่าง โรเบิร์ต สลิมแบช (Robert Slimbach) มีความเชื่อมั่นในแบบดั้งเดิม เว้นเสียแต่ว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับความกว้างในบางตัวอักษร เขาได้ฟื้นคืนแบบตัวตัดจากเวนิสเมื่อห้าศตวรรษที่แล้วให้เป็นดิจิทัล

เมื่อเปรียบเทียบงานของเจนสันกับคนอื่นแล้ว งานของเจนสันนั้นดูสมบูรณ์มากกว่า ทำให้ในบางครั้งผมคิดว่าเขาไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่ว่าเขาต้องเดินทางมาจากต่างดาวอย่างแน่นอน ซึ่งไม่จริงหรอก เพราะที่จริงแล้วเจนสันมาจากฝรั่งเศส

หมายเหตุชีวประวัติของเจนสัน

เจนสันเกิดที่เมืองโซแมร์มัวร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ประมาณปีค.ศ. 1430 แม้ว่าอาจจะมีน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวของเขาก่อนที่เขาจะก่อตั้งโรงพิมพ์ขึ้นในเวนิส นักประวัติศาสตร์บางคนได้คาดเดาไว้ว่าเจนสันอาจจะมีประสบการณ์ในการทำโลหะและเป็นผู้นำของการทำเหรียญในตูร์ ตามบันทึกเหตุการณ์ ปลายปีค.ศ. 1458 พระเจ้าชาร์ลที่ 7 กษัตริย์ของฝรั่งเศสได้ส่งเจนสันไปค้นคว้าหาข้อมูลนวัตกรรมการพิมพ์ใหม่ๆ ในเมืองไมนส์ โดยลอตเต เฮลลิงกา (Lotte Hellinga) ได้แนะนำว่าในขณะที่เขาทำงานอยู่ที่นั่น เขาอาจมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับ ปีเตอร์ ชอฟเฟอร์ (Peter Schöffer) และในปีค.ศ. 1470 ก็ได้ก่อตั้งโรงพิมพ์ขึ้นในเวนิสต่อเนื่องไปจนกระทั่งฤดูใบไม้ร่วงในปีค.ศ. 1480 เมื่อเขาได้บอกให้จดพินัยกรรมสุดท้ายก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

ในช่วงปี ค.ศ. 1470 เจนสันเป็นนักพิมพ์คนสำคัญในเวนิส คนรุ่นหลังได้ยกย่องชื่อเสียงของเจนสันให้เป็นอันดับสองรองจากผู้ก่อตั้งโรงพิมพ์และเจ้าของสำนักพิมพ์อย่าง อัลดัส มานูเทียส (Aldus Manutius) ชื่อเสียงของเขาส่วนใหญ่มาจากการที่เขาประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจและนักออกแบบตัวอักษรที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ ชื่อเสียงของเขายังมาจากกลยุทธ์ที่เขาเลือกนำเสนอตัวเองอีกด้วย ตัวเลือกคนที่จะมาเป็นบรรณาธิการของเขานั้นจะมีเป้าหมายสำคัญคือมุ่งไปสู่การประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และอย่างที่คำอุทิศในหนังสือของเขานั้นมักจะพูดถึงเรื่องการยกย่องเรื่องที่เขาเป็นนักพิมพ์ หนึ่งในบรรณาธิการของเขา โอนีเบน เดอ โลนิโก (Ognibene da Lonigo) ได้สรรเสริญเขาว่าเป็น “นักประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่น่ายกย่อง” ความสำเร็จสูงสุดของเขาคือ การได้รับการแต่งตั้งเป็น Count palatine โดยพระสันตะปาปาซิกตัสที่ 4 เมื่อปีค.ศ. 1475

ตัวอย่างจากสำเนาของเจนสัน ในปี 1475 From a copy of Jenson’s St Augustine (1475) สร้างไว้ในโรทันดา ภาพวาดที่วิจิตรสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวย

ในฐานะนักธุรกิจ เจนสันได้เปรียบคู่แข่งของเขาเป็นอย่างมาก โลว์รี่ย์ (Lowry) ได้แสดงให้เห็นว่า “เขามีความสามารถในการได้ใกล้ชิดกับชนชั้นสูง ง่ายที่จะได้รับการอุปถัมภ์ และเปลี่ยนโอกาสนั้นให้เป็นในเม็ดเงิน” ในช่วงยุคแรกของเจนสัน (ปีค.ศ. 1470-1472) เขามีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวชาวเวนิสและหนังสือส่วนใหญ่ของเขาเองก็เป็นหนังสือคลาสสิค  เขาสามารถเอาตัวรอดได้จากวิกฤตในปีค.ศ. 1473 ได้โดยการกระจายการผลิตของเขา (เปลี่ยนไปพิมพ์งานเกี่ยวกับกฎหมายและงานทางศาสนา) เปลี่ยนแปลงบริษัทของเขา เข้าร่วมกับผู้ค้าชาวเยอรมันบางรายและสร้างการกระจายสินค้าที่กว้างขวางและแข็งแกร่งที่สุดในเวลานั้น เขาได้กลายเป็นคนร่ำรวย มีชื่อเสียง และพัฒนาความสนใจของตัวเองสู่ด้านอื่นๆ อย่างอุตสาหกรรมสิ่งทอ ไม่นานก่อนที่เขาจะเสียชีวิต บริษัทของเขาได้ควบรวมกิจการกับคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดในเมืองเวนิสอย่าง โยฮันเนส เดอ โคโลเนีย (Johannes da Colonia) ผู้ควบคุมกิจการสำนักงาน Da Spira ทำให้ช่วงหลังปีค.ศ. 1473 เกิดเป็นกิจการใหม่ที่ทรงพลังมากที่สุดแห่งยุค ภายใต้ชื่อ Colonia-Jenson and associates ซึ่งยังคงเปิดกิจการต่อเนื่องอยู่หลายปีหลังจากการเสียชีวิตของสองผู้ก่อตั้ง

บางประโยคจากแบบตัวอักษรโรมันของเจนสันจาก Quintilianus ในเวนิส ปี 1471 ที่มาภาพจาก Biblioteca Civica Verona

ความชำนาญด้านเทคนิคของเจนสันนั้นโดดเด่น นอกจากแบบตัวอักษรของเขาที่มีการสันนิษฐานว่าถูกหล่อขึ้นด้วยตัวเขาเอง งานพิมพ์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของเจนสันแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องของการผลิตที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่นการที่โลว์รี่ย์ได้คาดการณ์ไว้ในปีค.ศ. 1477 ว่าเจนสันได้ควบคุมโรงพิมพ์ถึงสิบแห่งหรือมากกว่านั้นในเวลาเดียวกัน เป็นเรื่องน่าประทับใจสำหรับปริมาณงานพิมพ์ของสำนักพิมพ์ในช่วงศตวรรษที่ 15 เช่นเดียวกับตัวอักษรโรทันดาของเขาที่ไม่ได้ถูกพูดถึงในที่นี้ ตัวอักษรอื่นๆ ของเขาได้ถูกสร้างขึ้นเป็นอย่างดีและไม่นานก็กลายเป็นแบบอย่างของช่างตัดชาวอิตาลี เฮลลิงกาได้ชี้ให้เห็นว่าเจนสันอาจจะรับผิดชอบร่วมกันกับชอฟเฟอร์ สำหรับการพัฒนาตัวอักษรแบบเคลื่อนย้ายได้ (moveable type) ในขั้นตอนสุดท้ายได้ เปลี่ยนจากเทคนิคดั้งเดิมมากขึ้น (ตรวจได้จากแบบของกูเตนเบิร์ก) เข้าสู่ขั้นตอนการผลิตแบบตัวอักษรอย่างที่เรารู้จักกันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น การเจาะ ตัด เชื่อม และหล่อ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่น่าประทับใจที่สุดของเจนสัน คือเหตุผลที่ทำให้ชื่อของเขายังคงเป็นที่รู้จัก ยิ่งไปกว่าวงจรเรื่องราวชีวิต นั่นก็คือแบบตัวอักษรโรมันของเขานั่นเอง

มองอักษรโรมันใกล้ๆ อีกนิด

เจนสันได้อ้างอิงตัวอักษรโรมันของเขาจากการเขียนแบบอิงลายมือ (humanistic script) ที่ขยายครอบคลุมขั้นตอนการพัฒนาสุดท้ายในช่วงเวลานั้น การศึกษาล่าสุดได้แสดงให้เห็นว่าตัวเขียนลายมือนั้นค่อยๆ พัฒนาในช่วงพื้นที่เวนิสช่วงปีค.ศ. 1450 – 1460 ตามมาด้วยความก้าวหน้าในฟลอเรนซ์ช่วงยุคศตวรรษที่ 15 สำรวจโดยเบโธล์ด อูมันน์ (Berthold Ullmann) สไตล์ใหม่ของรูปร่างพยัญชนะถูกยกระดับโดยผู้คัดลอกอาลักษณ์ ซึ่งรวมถึงนักวาดภาพตกแต่งผนังโบสถ์ ศิลปิน ช่างปั้น ช่างแกะสลัก และนักสะสมของเก่าที่อยู่ในเมืองปาโดวา เวนิส และเวโรนา พวกเขานำเอาข้อความ Imperial Roman ที่จารึกไว้เป็นต้นแบบสำหรับตัวเขียนของตัวพิมพ์ใหญ่และการพัฒนาให้เหลี่ยมขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการเขียนแบบลายมือของฟลอเรนไทน์ ทั้งยังทำตัวพิมพ์เล็กมีความเหลี่ยมมากขึ้นเช่นกัน เพื่อให้ผสมผสานอย่างสอดคล้องเข้ากับตัวพิมพ์ใหญ่ที่ออกแบบขึ้นมาใหม่

ตัวอย่างการเขียนแบบอิงลายมือของเบโธล์ด อูมันน์ 

แต่ถ้าเรากำลังมองหารูปแบบลายมือที่เป็นเอกลักษณ์จากแบบของเจนสันและการออกแบบของเขา ผมเดิมพันเลยว่าเราจะไม่พบมัน ผมมั่นใจว่าเจนสันได้แรงบันดาลใจมาจากลายมือของนักประดิษฐ์ตัวอักษรร่วมสมัยในแถบเวนิส เขาคิดแบบที่เหมาะสมกับวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแกะตัวอักษร (เหล็กและตะไบ) ถ้ามั่นใจว่าเขาเลียนแบบลายมือ เขาก็ไม่ได้ทำมันอย่างซื่อสัตย์นัก นักประวัติศาสตร์บางคนได้พยายามหาการเขียนแบบอิงลายมือที่เขียนด้วยตัวโรมันเจนสัน แต่จากตัวอย่างทั้งหมดที่ผมได้เห็น เช่นกรณีของโลว์รี่ย์ ชื่อของ บาติสตา ดา กิงกอลี (Battista da Cingoli) ก็ดูเหมือนจะใกล้เคียง  ผมสามารถชี้แจงให้เห็นได้ว่ารูปแบบตัวอักษรของพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเจนสันน้อยมาก

ชุดแบบตัวอักษรโรมันของเจนสัน นำมาจาก Eusebius ในปีค.ศ. 1470 เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบตัวอักษาด้วยการถ่ายขยายขนาดด้วยเลนส์ขยาย ตั้งกล้องด้านบนเพื่อให้เลนส์นั้นสามารถสัมผัสกับแว่นขยายใกล้ที่สุด ผมยังได้ถ่ายรูปภาพขนาดใหญ่ของหน้านี้มาด้วยกล้องรีเฟลกซ์ 50 มิลลิเมตรด้วยมาโครเลนส์และขาตั้งกล้อง

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดบางอย่างของรูปแบบตัวอักษรของเจนสันนั้นกลายมาจากผลงานของนักคัดอาลักษณ์ในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่นเชิงฐานบนแขนขาของตัว E F L และ T ที่เหมือนกับแบบที่เคยใช้โดย บาร์โตโลเมโอ ซานวีโต้ (Bartolomeo Sanvito) ใช้ในการเขียนก่อนหน้า

ตัวโรมันเจนสัน (หรือเรียกว่า Jenson 115R ตามฐานข้อมูลบรรณานุกรม) ค่อนข้างมีส่วนที่ยื่นขึ้นไปและยื่นลงมายาวพอสมควร (ความสูงแกน x ประมาณ 38% ของมาตรวัดตัวอักษร) และมีขนาดตัวอักษรประมาณ 16 จุด ตัวอักษรบางตัวสามารถช่วยให้นักวิชาการรู้จักภาษาตัวโรมันเจนสันในงานพิมพ์ฉบับอื่นๆ ตัวอักษร M มีการเขียนในแนวตั้งและมีเชิงฐานด้านบนทั้งสองข้าง ตัวอักษร R มีหางเหมือนงาของช้าง ตัวอักษร H และ N กว้างเกินไปถ้าเทียบกับตัว O และตัวพิมพ์ใหญ่ตัวอื่นๆ ตัวอักษร d มีลักษณะเด่นที่เชิงฐานที่ต่ำแหละเหยียดออกด้านข้างของฐานตัวอักษร

การคิดค้นที่ดีที่สุดของเจนสันคือตัวอักษร h ที่มีเส้นตั้งตรง ในศตวรรษที่ 15 การเขียนมักจะได้รับอิทธิพลตามโครงสร้างเกี่ยวกับตัวหนังสือกรีกและละตินสมัยศตวรรษที่ 4-8 (เส้นโค้งของตัว h) ตามที่หนังสือของเจนสันที่เหลืออยู่ ได้ปรากฏรูปทรงของแบบตัวหนังสือแรก แม้ว่าผมจะเคยเห็นมาก่อนบ้างในงานคัดลอกของชาวปาดัวในช่วงปี 1460s

ส่วนสุดท้ายคือแบบตัวอักษร g ที่ดูเหมือนไม่เห็นอะไรชัดเจนนัก แต่การออกแบบที่พิเศษของเจนสันนั้นเป็นที่แน่ชัดเมื่อเทียบรูปแบบตัวอักษร g ของเขากับรูปแบบตัวอักษร g ที่ตัดโดยช่างตัดชาวโรมันในช่วงปีเดียวกัน เปรียบเทียบงานของเขากับเพื่อนร่วมกัน เจนสันสามารถนำเอาสมดุลที่ดีกว่าระหว่าง counter ด้านบนและด้านล่างของแบบตัวอักษร ดังนั้น g ของเจนสันจึงรวบรวมได้ดีกว่าแบบตัวอักษรที่มีอยู่แล้ว มากกว่าการโดดเด่นด้วยการไปรบกวนเส้นของการอ่าน

ตัวอย่างแบบอักษรโรมันของเจนสันที่ถูกใช้งานโดยพนักงานในโรงพิมพ์อื่นๆ ตัวอักษรทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับแบบโรมันของเจนสันด้วยการวางทาบแบบตัวอักษรเดียวกันเข้าด้วยกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบือนของเครื่องหมายการพิมพ์ระหว่างการกดพิมพ์ ตำแหน่งและการกระจายตัวของน้ำหมึก รวมถึงคุณภาพของกระดาษ

การเผยแพร่ตัวอักษรโรมันของเจนสัน

แบบอักษรโรมันของเจนสันถูกนำมาใช้ในทุกรุ่นของเครื่องพิมพ์เจนสัน ระหว่างปีค.ศ. 1470-1473 อ้างอิงจากฐานข้อมูลบรรณานุกรมของ ISTC หลังจากปีค.ศ. 1473 ตัวโรมันไม่เหมาะสำหรับการใช้งานอีกต่อไป เจนสันเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านงานพิมพ์ เขาละทิ้งความคลาสสิคและหันไปทำงานด้านกฎหมายและงานทางศาสนาและพิมพ์ในโรทันดา แม้ว่าเจนสันลดการใช้ตัวอักษรโรมันของเขาลง ชุดตัวอักษรจากตัวหล่อของเจนสันก็ยังมีอยู่ในหนังสือของสำนักพิมพ์หลายแห่งในเวนิสและทางตอนเหนือของอิตาลีที่ครอบคลุมเป็นระยะเวลาหลายทศวรรษ

โดยแท้จริงแล้ว แบบอักษรโรมันของเจนสันนั้นถูกพบในหนังสือที่พิมพ์มากกว่า 40 ฉบับก่อนที่ศตวรรษที่ 15 นอกจากนี้ พวกเรายังพบในเมือง แฟร์รารา ปาร์มา เบรชชา โบโลญญา มิลาน และบางเมืองในแคว้นปีเยมอนเต การเผยแพร่แบบของเจนสันนั้นทะยานขึ้นสุดในช่วงปี 1470s ระหว่างช่วงที่เจนสันยังมีชีวิตอยู่ เมื่อมีการใช้งานเครื่องพิมพ์กว่า 20 เครื่อง โดยเครื่องพิมพ์ส่วนมากนั้นใช้แบบตัวอักษรขนาดกลางและขนาดเล็ก และเลือกใช้แบบตัวอักษรในบางเล่มการพิมพ์ ระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี แบบอักษรโรมันของเจนสันคือตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายและในช่วงเริ่มต้นก็เป็นตัวเลือกที่สามารถซื้อได้ในราคาไม่แพงเกินไป เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจโรงพิมพ์

ช่างพิมพ์บางคนที่ใช้งานแบบตัวอักษรโรมันของเจนสันนั้นมีความสัมพันธ์กับเขา ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จากเอกสารทางกฎหมาย ในกรณีชาวฝรั่งเศส อังเดร์ เบลฟอร์ท (André Belfort) จากแฟร์รารา นักเขียนที่หันไปเป็นคนขายหนังสือและงานพิมพ์ เอกสารทางกฎหมายจากเมืองปาโดวาระบุว่าในปีค.ศ. 1478 เจนสันให้เขายืมเงินสำหรับค่าสินสอดลูกสาวของเขา ฌาคส์ เลอ รูจ (Jacques le Rouge) ในเวนิสก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง เขาตั้งโรงพิมพ์ในเวนิสเมื่อปีค.ศ. 1473 ได้รับการสนับสนุนและควบคุมการผลิตร่วมกับเจนสัน เราสามารถสรุปได้ว่า จากตัวเลือกของชื่อและการกล่าวคำอุทิศ เลอ รูจ มีการกล่าวถึงคำสั่งเสียสุดท้ายของเจนสัน รวมถึงเรื่องเงิน 100 ทองดูแคท (เงินโบราณสกุลหนึ่ง) “เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผู้ทำพินัยกรรม” และ 200 ทองดูแคทสำหรับภรรยาของเลอ รูจ แม้ว่านักประวัติศาสตร์จะทำเป็นไม่สนใจ แต่เรื่องนี้ก็เป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างเจนสันและภรรยาของเลอ รูจ และการที่เลอ รูจได้รับค่าตอบแทนสำหรับการยินยอมของเขา

แบบตัวอักษรโรมันของเจนสันที่ถูกใช้โดยฌาคส์ เลอ รูจ จาก Herodotus เวนิส เมื่อปีค.ศ. 1474 ที่มาภาพจาก Biblioteca Civica Verona

การซื้อขายตัวอักษรโรมันเจนสันยังคงมีต่อเนื่องไปจนถึงศตวรรษที่ 16 และตัวอักษรของเขาได้เผยแพร่ไปทั่วยุโรป แม้ว่าบันทึกการขายแบบตัวอักษรของเขาจะไม่ได้ถูกบันทึกไว้ไกลกว่าศตวรรษที่ 15 ในความเป็นจริงแม้ว่าหนังสือในศตวรรษที่ 15 ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าถึง แต่เราดันมีปัญหากับสิ่งพิมพ์ของศตวรรษที่ 16 เนื่องจากผลผลิตที่เกิดขึ้นมาจำนวนมากและความขาดแคลนของรายชื่อที่ครอบคลุมการผลิตในยุโรป อย่างไรก็ตาม ผมพบว่าแบบอักษรโรมันเจนสันในสิ่งพิมพ์หลายฉบับนั้นต้องการการตรวจสอบที่มากขึ้น ในกรณีนี้ ผมได้ติดตามงานของโยฮันน์ ชอฟเฟอร์ (Johann Schöffer) (ลูกชายของปีเตอร์ ชอฟเฟอร์) ในเมืองไมนซ์ ผู้ใช้ตัวโรมันเจนสันในหนังสือบางเล่มของเขาเมื่อต้นยุค 1520 พบว่าในบางครั้งก็มีความแตกต่างในตัวพิมพ์เล็กด้วย

เห็นได้ชัดว่าเจนสันมีส่วนร่วมในการค้าขายตัวอักษรของเขาเอง แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำธุรกิจทั้งหมด (เครื่องพิมพ์บางรุ่นอาจได้รับตัวอักษรของเขามาจากคนอื่นที่เคยซื้อมาก่อนหน้า) จากปริมาณการแพร่กระจาย สมมติฐานได้ว่าเจนสันต้องทำการขายและให้เช่าหล่อตัวอักษรให้เครื่องพิมพ์เครื่องอื่นๆ และในบางกรณีก็รวมถึงชุดเครื่องเชื่อมด้วยเช่นกัน ดังนั้น จากความสำเร็จของเขาในฐานะนักออกแบบ อธิบายได้ว่าเจนสันเริ่มทำการค้าตัวอักษรตั้งแต่ต้นปีค.ศ. 1471 อย่างน้อยก็ในอิตาลี

แบบอักษรโรมัน Castaldi ที่ใช้ใน Castaldi–Zarotto มิลาน ปีค.ศ. 1472

การเปลี่ยนรูปแบบของคัสตัลดิและตัวเลือกของแบบอักษร

ในบางครั้ง ช่างพิมพ์ที่ใช้งานแบบตัวอักษรโรมันของเจนสันก็ได้ทำการเปลี่ยนแบบชุดตัวอักษรแทนที่แบบดั้งเดิม ในกรณีต่างๆ เหล่านี้ ผมขอเรียกแบบอักษรที่เปลี่ยนรูปแบบจากแบบโรมันของเจนสันเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในศตวรรษที่ 15 การเปลี่ยนแปลงแบบตัวอักษรที่ทำจากตัวหนังสือที่ได้รับมาจากตัวตอกที่มีอยู่ก่อนหน้า หรือแทนที่ประเภทที่ได้รับมาจากแบบตัวอักษรอื่นๆ ที่ขนาดใกล้เคียงกัน หรือได้รับมาจากการหล่อตัวตะกั่วขึ้นมาใหม่เป็นพิเศษ ผมค้นพบว่าการเปลี่ยนแปลงแบบตัวอักษรโรมันของเจนสันนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้กับงานพิมพ์ของ Castaldi ในมิลาน เริ่มต้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1471

ภาพเปรียบเทียบระหว่างแบบโรมันของเจนสัน (ด้านบน) กับแบบโรมันคัสตัลดิ (ด้านล่าง) ที่ปรากฏในช่วงหลังปีค.ศ. 1471 ในมิลาน แสดงให้เห็นว่า Castaldi นั้นเป็นแบบที่ลอกเลียนเจนสัน อย่างเช่นการทำตัวอักษรที่กลายมาจากแบบตัวตะกั่วของเจนสันด้วยการแทนที่บางแบบเข้าไป

พานฟิโล คัสตัลดิ (Panfilo Castaldi) เป็นผู้สนับสนุนโรงพิมพ์มากกว่าจะเป็นผู้พิมพ์ เขามีอาชีพเป็นหมอในเวนิส ผู้ที่ตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในช่วงยุคแรกเริ่มของการพิมพ์ ในปีค.ศ. 1471 เขาได้รับสิทธิพิเศษส่วนงานพิมพ์ในมิลาน และตัดสินใจเปิดโรงพิมพ์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ แอนโตนิโอ ซารอตโต (Antonio Zarotto) ในเมืองปาร์มา คัสตัลดิเปิดโอกาสให้ซารอตโตด้วยแบบตัวอักษรใหม่ที่ปรับเปลี่ยนมาจากแบบของเจนสัน และแปะป้ายแบบว่า Castaldi 115R ตามที่ปรากฏในฐานข้อมูลบรรณานุกรม แบบตัวอักษรโรมันคัสตัลดิที่เหลืออยู่ตกเป็นทรัพย์สินของซารอตโตหลังจากที่พวกเขาสิ้นสุดการทำธุรกิจระหว่างกัน และถูกใช้งานในโรงพิมพ์ของซารอตโตอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปีค.ศ. 1490 เพราะแบบตัวอักษรนี้ถูกเลือกใช้เป็นระยะเวลาหลายปีในเครื่องพิมพ์ที่ตั้งสมมติฐานได้ว่าซารอตโตเป็นเจ้าของแม่พิมพ์ที่เขาหล่อขึ้นมาใหม่ในช่วงก่อนหน้า

ตัวอักษรที่คัสตัลดิเอามาแทนที่ของเจนสันนั้นสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม หนึ่งคือ รูปทรงแบบตัวอักษรที่หน้าตาดูคล้ายคลึงกับของเจนสัน ได้แก่ตัว f กับตัว s ที่มีลักษณะยาว สองคือ รูปทรงแบบตัวอักษรที่ดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่น g h r u กับตัว s ที่มีความสั้น รวมถึงการขมวดปลายของตัวอักษรควบ (ligature) ของบางตัวแบบ

ตัวอย่างบางแบบตัวอักษรของคัสตัลดิที่แตกต่างจากแบบของเจนสัน ในขณะที่ตัว g, h, r, s และ u นั้นเห็นได้ชัดเจนว่ามีความแตกต่างกัน ตัว f และ s ที่ยาวนั้นเกือบจะมองไม่เห็นความแตกต่างด้วยตาเปล่า

ตัวอักษรบางตัวนั้นมีความแตกต่างในด้านการออกแบบ บ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ สำหรับในกรณีนี้ บางตัวอักษรที่หายไปจากชุดตัวตะกั่ว การเปลี่ยนแปลงของคัสตัลดินั้นกลายเป็นตัวเลือกของแบบตัวอักษรที่มีความสวยงามมากกว่า และเป็นการแสดงข้อมูลให้เห็นว่ารสนิยมของแบบตัวอักษรในช่วงเวลานั้น คัสตัลดิเลือกแทนที่แบบตัวอักษรพิมพ์เล็ก อาจเป็นเพราะว่าเขาไม่เห็นด้วยกับงานออกแบบของเจนสัน แบบตัวอักษรของคัสตัลดิอย่างเช่นตัว g h r และ s นั้นจะมีความชิดกันมากกว่าแบบตัวตะกั่วที่พบในเวนิสช่วงต้นปี 1470s มากกว่าแบบของเจนสัน และความจริงที่ว่าคัสตัลดินั้นต้องการเปลี่ยนแปลงแบบตัวอักษรที่เจนสันออกแบบไว้ให้เป็นตัวเลือก นี่เป็นการสร้างชื่อเสียงกับทางเจนสันในฐานะนักออกแบบ เขายืมแบบตัวอักษรที่ดูไม่ปกติจากแบบเขียนลายมือ ทำให้ศิลปินร่วมสมัยในยุคนั้นคิดว่าเป็นแบบที่แปลก แต่ก็กลายเป็นมาตรฐานของแบบโรมันในช่วงยุคหลัง

บทสรุป

การวิเคราะห์แบบตัวอักษรคือการอนุญาตให้เราได้สังเกตเข้าไปในรายละเอียดของแบบอักษรโรมันของเจนสันได้อย่างใกล้ที่สุดและด้วยคุณภาพระดับดีเยี่ยมที่เกี่ยวข้องกับแบบอักษรอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน การวิเคราะห์นี้เปิดเผยให้เห็นถึงการขายที่ชวนแปลกใจ ที่ซึ่งประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้นไม่ได้มีการบันทึกไว้ ช่วงเวลาเริ่มต้นในระหว่างที่เจนสันยังอยู่ในวงการ (จากปีค.ศ. 1470 เป็นต้นมา) เราสามารถให้ความน่าเชื่อถือกับนิโคลัส เจนสันในฐานะการเป็นผู้ริเริ่มขายแบบตัวอักษร อย่างน้อยก็ในอิตาลี มากไปกว่านั้น การเปรียบเทียบผลงานแบบตัวอักษรโรมันที่เปลี่ยนแปลงไปโดยฝีมือของคัสตัลดิก็แสดงให้เห็นถึงตัวเลือกแบบอักษรอื่นๆ ของเจนสันที่อาจได้รับการพิจารณาจากเพื่อนในวงการว่าแปลกประหลาดในยุคนั้น แต่ก็กลายเป็นมาตรฐานของแบบโรมันในช่วงยุคหลัง

บางประโยคจาก Plutarchus ในปีค.ศ. 1478 โดยเจนสันพิมพ์ในช่วงหลังของการทำอาชีพเขา เมื่อเขาใช้แบบโรมันแบบเป็นระยะๆ แบบอักษรนั้นดูสึกและไม่เป็นระเบียบ ราวกับว่ามันไม่ได้ถูกหล่อใหม่มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ที่มาภาพจาก  Biblioteca Civica Verona.

สำหรับความคิดของผม คิดว่าการบ่งชี้เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า นิโคลัส เจนสัน เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของการออกแบบตัวอักษร

 

บทความนี้แปลเป็นภาษาไทยจาก Nicolas Jenson and the success of his roman type