Promphan Suksumek
Promphan Suksumek
  • Writer: Knaz Uiyamathiti
  • Writer: Promphan Suksumek
  • Cover Design: Knaz Uiyamathiti

Monospace Thai (ตอนที่ 1)

Read it in Loop | Loopless

➜  ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยใช้งานเครื่องพิมพ์ดีดหรือไม่เคย ก็อาจได้ผ่านตาแบบตัวอักษรที่เกิดขี้นจากเครื่องพิมพ์ดีดกันมาบ้าง หรือถ้าเฉพาะเจาะจงไปแต่ละวงการ อาทิ วงการดนตรีหรือภาพยนตร์ แบบตัวอักษรที่ใช้ในการเขียนโน้ตดนตรีหรือแบบที่ใช้สำหรับการเขียนบทก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน นั่นคือ แบบตัวอักษรที่เรียกว่า โมโนสเปซ (Monospace) 

ในบริบทภาษาอังกฤษ คนในยุคที่คุ้นชินกับเครื่องพิมพ์ดีดมาก่อน ก็ยังคงสามารถกลับมามองหาความคุ้นชินแบบเดิมได้ใน Monospaced Font หรือกลุ่มของนักเขียนตลอดจนคนเขียนบทในต่างประเทศที่อาจจะติดความคุ้นเคยมาจากการใช้งานเครื่องพิมพ์ดีด ที่จะคุ้นเคยกับข้อจำกัดและเงื่อนไขที่เคยเป็นมาตรฐานในการทำงาน อย่างเช่นในการเขียนบทภาพยนตร์หรือบทละคร แบบตัวอักษรโมโนสเปซจะช่วยในการควบคุมเนื้อหาและเวลาให้ได้บทแสดงประมาณ 1 นาที ต่อ 1 หน้ากระดาษอย่างพอดี ทั้งนี้ก็มีในหลายครั้งที่แบบตัวอักษรโมโนสเปซถูกนำไปใช้ในแง่ของความงาม เช่น จดหมายที่ต้องการความเคร่งขรึมเป็นทางการและดูคลาสสิค เนื่องด้วยภาพจำของเอกสารทางการต่างๆ มักจะมาในรูปแบบของเครื่องพิมพ์ดีด เป็นต้น

จากการใช้งานบนเครื่องพิมพ์ดีด ต่อมา Monospaced Font ก็ได้ถูกพัฒนาสำหรับใช้งานการพิมพ์บนคอมพิวเตอร์ ในช่วงยุคแรกที่การแสดงผลบนหน้าจอคอมยังมีข้อจำกัดเรื่องของความคมชัดและความละเอียดของการแสดงผล จนเมื่อคอมพิวเตอร์พัฒนาการแสดงผลบนหน้าจอได้ดีและมีความละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้นเเล้ว ก็ยังเห็นได้ว่าแบบตัวอักษร Monospace ก็ยังคงถูกใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง   

ประเภทแบบตัวอักษรมาตรฐานที่เราคุ้นเคยกันดี คือ Proportional Font  ตัวอักษรที่มีสัดส่วนและพื้นที่ที่เป็นไปตามธรรมชาติของการเขียน ส่วน Monospaced Font คือแบบตัวอักษรที่มีพื้นที่ของตัวอักษรทุกตัวเท่ากัน ตัวอย่างของ Monospaced Font เราก็จะนึกถึงฟอนต์ Courier ที่ถูกออกแบบโดย Howard G. Kettler เมื่อปี 1955 สำหรับเครื่องพิมพ์ดีดสำหรับบริษัท IBM และได้ถูกบรรจุเข้ามาเป็น System Font หรือฟอนต์ชุดมาตรฐานที่มาพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง 

แต่อย่างไรก็ดี แม้จะมีพื้นที่ระหว่างตัวอักษรที่คนไม่คุ้นเคยกันเเล้วในปัจจุบัน เเต่ Monospaced Font ก็มีประโยชน์ในตัวเอง อย่างเช่นเวลาที่เราต้องการดูตัวเลข เราก็จะได้ตัวเลขที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันเห็นหลักหน่วย หลักสิบ วางเรียงตรงกันอย่างชัดเจน หรือในทุกวันนี้เราจะเรียกมันว่าแทบูล่า นัมเบอร์ (Tabular Number) ซึ่งทุกวันนี้ก็ถูกเสริมเข้ามาในชุดตัวหนังสือ เพื่อรองรับการใช้งานที่เน้นตัวเลขหรือในทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

Monospaced Font กับภาษาไทย

สำหรับภาษาไทยนั้น สามารถเห็น Monospaced Font จากการใช้งานบนเครื่องพิมพ์ดีด อย่างที่ปรากฏในเอกสารเก่า  แต่ถ้าถามถึงทุกวันนี้ที่เห็นผ่านตากันบ่อยที่สุด ก็เห็นจะหลงเหลืออยู่แค่บนใบเสร็จคิดเงินจากร้านสะดวกซื้อ หรือเอกสารการโอนเงินจากทางธนาคารเพียงเท่านั้น เมื่อรู้ตัวอีกที ตัวหนังสือไทยในช่องของ Monospace ก็มีทางเลือกหลงเหลืออยู่น้อยมาก แบบตัวหนังสือไทยที่เคยมีกันมา ก็ถูกทิ้งลืมไว้กับเครื่องพิมพ์ดีด ผ่านยุคผ่านสมัย ถูกละเลยทิ้งขว้างไปตามช่วงเวลา

ในฝั่งตัวละติน แบบตัวโมโนสเปซยังคงถูกผลิตและมีแบบใหม่ๆ ออกมาให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับตัวไทยนั้นกลับเงียบหาย น้อยครั้งนักจะเห็นถูกนำมาใช้ในงานออกแบบบ้านเรา จากการตั้งข้อสังเกต ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าแบบที่มีให้เลือกใช้นั้นมีจำนวนน้อย ยิ่งเมื่อคิดถึงขั้นตอนการออกแบบ ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจอีก เพราะสัดส่วนของตัวอักษรไทยนั้นดูเผินๆ เหมือนจะเท่ากัน แต่ถ้าหากมองลงไปลึกอีกนิดเราจะพบสัดส่วนที่มีกว้างผอมแตกต่างกัน ได้อีกถึง 4 สัดส่วนย่อย นั่นก็คือ

  1. ตัวแคบ เช่น ข เ า 
  2. ตัวระหว่าง 2-3 เช่น จ ว ง
  3. ตัวปกติ เช่น บ ท น ม
  4. ตัวกว้างกว่าปกติเล็กน้อย เช่น พ ฟ
  5. ตัวกว้าง ตัวสามขา เช่นตัว ญ ณ ฒ

การจัดการด้านสัดส่วน ก็อาจจะต้องเฉลี่ยหาค่ากลางเป็นหลักและเฉลี่ยกันไปในเรื่องความประหลาดของพื้นที่ เช่น ถ้าหากเราเลือกให้กลุ่มตัวกว้างมีระยะห่างอยู่สบาย ตัวปกติก็จะได้พื้นที่รอบข้าง (Spacing) มามาก แต่เราจะมาเจอความเศร้าที่สระอา ที่จะห่างจากกลุ่มเพื่อนจนเหงาเหลือเกิน แต่หากเราคำนึงถึงตัวแคบ ไม่ต้องบอกก็พอเห็นภาพกันว่า กลุ่มตัวกว้างก็จะไม่มีที่อยู่ในสังคม (เหมือนประชาธิปไตยในบ้านเรา แต่นั่นก็คนละเรื่องกัน) 

กลับมาที่คำตอบที่ดูเป็นจริงที่สุด คือการจะต้องเฉลี่ยระหว่างตัวปกติที่ถูกใช้บ่อยกับตัวกว้าง และขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมตรวจสอบสระอาอยู่เรื่อยๆ ว่าสามารถอยู่ได้อย่างลำพังหรือไม่ ในส่วนเรื่องของโมโนสเปซไทย พื้นที่ (Space) คือสิ่งที่ยาก เพราะสิ่งที่ยึดโยงต่อมาก็ต้องคิดต่อว่า มีหัวหรือไม่มีหัว ถ้าอยากได้ทั้งสองอย่าง จะประกอบอยู่ด้วยฐานโครงสร้างแบบไหนที่พอจะไปด้วยกันรอด นอกจากเรื่องสเปซแล้ว ก็ยังมีเรื่องของแบบ เข้ามาให้คิดต่อ 

ยังไม่รวมถึงเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างการกำหนดน้ำหนัก (Weight) ตัวกว้าง (Extended) ตัวแคบ (Condensed) ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ทั้งยังมีตัวเลือก Duospace ตัวโมโนที่อนุโลมให้สามารถใช้พื้นที่ได้เพิ่มอีกช่องหนึ่ง สำหรับตัวอักษรขนาดใหญ่ เมื่อลองพิจารณาที่เงื่อนไขเหล่านี้แล้ว ก็มีความน่าสนุกจนน่าปวดหัว 

แบบตัวอักษรในปัจจุบันเคลื่อนตัวไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยี ประกอบกับความรู้และความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้น แบบตัวอักษรโมโนสเปซก็ยังคงมีความต้องการในการใช้งานอยู่เรื่อยๆ ในบริบทต่างประเทศ แต่เมื่อหันกลับมามองที่ภาษาไทย ก็อดคิดไม่ได้ว่านั่นเป็นเพราะเราไม่มีทางเลือกให้ใช้ หรือที่จริงเเล้วไม่ได้เกิดความต้องการมากพอ คำถามคือ ถ้ามีสิ่งที่ผ่านกระบวนการคิดของยุคสมัยใส่เข้าไปในแบบแล้ว แบบตัวอักษรโมโนสเปซจะกลับมาเป็นหนึ่งในความต้องของผู้คนอีกครั้งหรือไม่ เหมือนที่นักเขียน (ในต่างประเทศ) เริ่มหันกลับมาใช้แบบตัวอักษรโมโนสเปซในการเขียนบทความหรือบทภาพยนต์ด้วยประเภทแบบตัวอักษรชนิดนี้ ก็ยังคงเป็นสมมติฐานที่เราเองก็อยากลองหาคำตอบ 

 

แหล่งที่มาข้อมูล:

https://www.fonts.com/font/monotype/courier/story

https://fontsinuse.com/typefaces/69/courier