มานพ ศรีสมพร – The Interview

Read it in Loop | Loopless

➜ ปิยพงศ์ และวีร์ พลิกดูแผ่นอักษรลอกที่กองอยู่บนโต๊ะอย่างสนใจ คำถามเกิดขึ้นพร้อมกับความคุ้นเคยที่ได้เห็นแบบตัวอักษรนี้ผ่านป้ายบอกทางในพื้นที่สาธารณะ ในขณะที่เจ้าของงาน อาจารย์มานพพยายามนึกหาคำตอบให้กับคำถาม ปิยพงศ์ถามอย่างสงสัยว่า “ตอนที่เขาตัดสินใจเอาไปใช้ทำกัน เขาได้ทำเรื่องขออนุญาติหรือเปล่าครับ” …. “ป้ายทางหลวงนี่เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนหมดแล้ว เพราะว่ามันนานเกินไปครับ ผมเห็นว่านี่ก็พยายามปรับปรุงไปเรื่อยๆ ตอนแรกเขาก็ซื้อตัวอักษรลอกไปใช้จากที่สยามวาลา ไปใช้ทำแม่พิมพ์ ก็คือซื้อไปขูดเรียงกัน ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น” คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผู้ถามก็คือ แล้วไม่มีการค่าตอบแทนเป็นค่าแบบอย่างเป็นระบบหรืออย่างไรทั้งๆที่เป็นการนำไปใช้ในระดับชาติ ซึ่ง ค่าตอบแทนที่ได้ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่ารายได้จากการขายตัวอักษรลอก….

จากแบบตัวอักษรที่เราพบเห็นได้ทั่วไปบนป้ายทางหลวง อาจารย์มานพเล่าว่า “เป็นแบบหัวตันยุคแรกๆ คือพอหัวมันทึบแล้วก็ดูแปลกดี คือสมัยก่อนคนจะชินกับการที่หัวตัวอักษรเปิด เขาคงเห็นว่ามันทำให้แบบดูง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องมีรายละเอียดหัวของตัวอักษร ก็เลยเลือกตัวนี้เพื่อนำไปใช้เป็นป้ายทาง คือที่จริงแล้วนั้น ผมต้องการที่จะแก้ปัญหาการพิมพ์ สมัยก่อนคุณภาพกระดาษคุณภาพหมึกพิมพ์มันไม่ดีเหมือนสมัยนี้ การพิมพ์หัวกลมเปิดนั้นจะมีปัญหาที่พบบ่อยคือหัวบอดตัน”

จึงเป็นคำถามต่อเนื่องที่อดให้เราสงสัยไม่ได้ว่า มีหลักการอย่างไรในการเลือกแบบตัวอักษรเพื่อใช้เป็นป้ายบอกทาง แต่จากคำตอบเราจึงพบว่าไม่ได้มีหลักการอะไรรองรับ และคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นประเด็นของการลดทอนรายละเอียดของตัวหัวโปร่งเพื่อให้รายละเอียดบนป้ายดูน้อยลงนั่นเอง นอกเหนือจากนั้น จากการพูดคุยกับอาจารย์มานพยังทำให้ทราบว่า ปรากฏการณ์นี้เริ่มจากป้ายเทศบาล และ กทม กรมชลประทาน แล้วค่อยๆขยายวงออกไปถึง กรมทางหลวง ซึ่งไม่ใช่การเริ่มใช้จากกรมทางหลวงลงมายังระดับเทศบาลอย่างที่หลายคนเข้าใจ

“พวกป้ายทางหลวงนี่ เท่าที่เห็น เข้าใจว่าตอนนี้เป็นระบบคอมพิวเตอร์เรียงพิมพ์หมดแล้ว แต่รู้สึกว่าบางทีก็จะแปลกๆไป ไม่ค่อยมีระบบ เขาเอาไปบีบในคอมพิวเตอร์เอง ชื่อถนนมันยาวมากเขาก็ไปบีบให้ลง” เป็นข้อสังเกตุจากอาจารย์มานพที่ทำให้อนุทินต้องออกความคิดเห็นต่อ “ก็เพราะมันไม่มีแพลนที่ดีไงครับ ถ้ามันมีแพลนทั้งระบบตั้งแต่แรกเราก็จะรู้ว่าเลยป้ายกว้างที่สุดควรจะกว้างเท่าไหร่ บางทีเจอชื่อสั้นเกินไปก็ขยายขนาดตัวหนังสือ เข้าใจว่าเขามีระบบจัดการ แต่ภาพรวมที่ออกมามันเหมือนมันไม่มีกระบวนการจัดการ” วีร์จึงเสริมตบท้ายด้วยว่า “การจับคู่กับภาษาอังกฤษก็เห็นอยู่ว่าสับสนอยู่พอสมควร”

เมื่อแบบตัวอักษรยุคของอักษรลอกถึงสุดทาง แบบบางส่วนก็ถูกนำไปแสกนใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาตัวอักษรของค่ายอื่นๆที่ทะยอยเกิดขึ้นในยุคคอมพิวเตอร์เฟื่องฟู “สมัยอักษรลอกนี่ตัวต้นฉบับบางตัว เราก็พัฒนามาจากตัวแบบเรียนสมัยเก่า แล้วเราก็เอามาปรับปรุง คือต่างคนต่างเอาต้นฉบับมาจากอันนั้น เขาก็เอามาเกลามาปรับกัน แต่ตัวมานพ ๙ นี่รู้สึกว่าจะเป็นตัวที่ใช้มากที่สุดนะ แต่ตอนหลังนี้เขาก็เปลี่ยนหมวดไปเป็นระบบชื่อทั้งหมด นี่มานพ 12 นี่รู้สึกก็จะโดนเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน เห็นทางสยามวาลาบอกว่า มานพ ๑๖ อันนี้ขายดีที่สุด” อาจารย์มานพแจกแจง ปิยพงศ์อดสงสัยที่จะถามต่อไม่ได้ว่า ทำไมจึงใช้ระบบหมายเลขในการตั้งชื่อ อาจารย์มานพอมยิ้มและตอบแบบติดตลกว่า “เพราะว่าสมัยก่อนไม่นึกว่ามันจะขายได้ คือทางบริษัทเขาก็ทำแบบนี้คือใส่หมายเลขที่เท่าไหร่ตามรหัสของโรงงานเขา เอาความสะดวกในการจัดการเข้าว่า สมัยก่อนนี่ไม่จำเป็นต้องคิดชื่อเลย แล้วตอนหลังพอเห็นว่ามันขายดีไงเขาก็เลยใส่ มานพ๑ มานพ๒ มันจะได้รันงานกับต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เราต้องส่งไปผลิตที่เนเธอร์แลนด์ ”

“ตัวขูดนี่พอมาตอนท้ายๆยุค สยามวาลาเขาก็เลิกทำ เลยตอนหลังมามีของคนไทยทำ ยี่ห้อฟีนตาเซ็ต ผมก็ยังซื้อมาใช้เลย เขาก็เก่งนะ ขยันทำกันออกมา” อาจารย์มานพค้นแผ่นอักษรลอกของฟีนตาเซ็ตออกมาโชว์ “เออครับยี่ห้อนี้พวกผมทันใช้กันสมัยเรียน ตอนนั้นยังพอมีขาย” วีร์และปิยพงศ์ตอบจากความคุ้นเคย อนุทินกล่าวว่า “มันจะมีช่วงที่วัยรุ่นชอบอัดเพลงลงคาสเซ็ตให้กัน แล้วก็ต้องทำอาร์ตเวิร์คหน้าปก เราก็จะรู้สึกว่าใช้อักษรลอกมันดูพิถีพิถันดี ว่าแต่ว่ารุ่นผมยังพอทันของแมคคอนอร์ม่า” ปิยพงศ์กล่าวต่ออย่างติดตลกว่า “ใช่ครับ แล้วก็เวลาทำงานจะเจอกับปัญหาตัวบางตัวขูดหมดไปแล้ว ก็ต้องมาตัดต่อกันให้เนี๊ยบ” ทุกคนหัวเราะเพราะว่าเคยทำแบบนี้กันทั้งนั้น

อาจารย์มานพเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนการทำงานนั้นเป็นเรื่องของความอยากทำมากกว่าธุรกิจ ประกอบกับกฏหมายการควบคุมป้องกันแบบก็ยังไม่สามารถทำได้เท่าไรนัก “แมคคอนอม่าเขาก็ถ่ายทอดความรู้ให้เราหลายอย่าง เรื่องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงาน หรืออย่างแอ๊ปเปิลที่ส่งคนมาสอนเรื่องแอสกี้ฟอนต์ เขาก็ไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้เราไปทำให้คนอื่น ผมก็คิดว่ายังไงก็ทำให้ลูกหลานไทยได้ใช้กัน” อนุทินเสริมว่า “เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นระบบปิดนะครับ เซ็นสัญญากันเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะเขารู้ว่ามันมีเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาด้วยระหว่างการทำงาน”

ด้วยความสนใจต่ออักษรลอกชุด ‘มานพติก้า’วีร์ เปรยเกี่ยวกับแบบตัวอักษรชุดนี้ “มานพติก้านี่สวยดีนะครับ เวลาผ่านไปนานแล้ว แต่ก็ยังดูทันสมัยอยู่เลย” อาจารย์มานพนึกสักพักก่อนตอบ “ผมก็เอาภาษาอังกฤษมาดูขนาดเส้นก่อน แล้วก็ศึกษาลักษณะจำเพาะของแบบ เพราะสมัยก่อนจะทำงานโฆษณา อย่างสินค้าที่มาจากเมืองนอก สมัยก่อนรถโฟล์คเข้ามาทำตลาดในบ้านเราใหม่ๆ โฆษณาสมัยก่อนนั้น ก็ใช้เฮลเวทิก้า คืออะไรๆก็ใช้เฮลเวทิก้า แล้วฝรั่งที่เขามาจากสวิสเซอร์แลนด์ เขาเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์มาจากที่โน่น บริษัทจ้างมาคุมงาน ก็บ่นๆอยากให้มีแบบภาษาไทยที่ไปกันได้ …สมัยก่อนจะมีฝรั่งน้อยมากที่จะมาเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์เมืองไทย ถ้าสมัยนี้ก็เป็นครีเอทีฟใหญ่ สมัยก่อนเขาก็เป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์”

ปิยพงศ์ และวีร์ต่างเห็นตรงกันว่า ตอนนั้นธุรกิจโฆษณาไม่ได้ซับซ้อนเท่าตอนนี้ “สมัยก่อนอาร์ตไดเร็คเตอร์นี่ต้องทำทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ อย่างในยุคอักษรลอกนี่ อาร์ตไดเร็คเตอร์ฝรั่งนี่เขาเขียนไทยไม่เป็น ก็ได้อาศัยอักษรลอกนี่แหละมาช่วยในการทำงาน มานพติก้าก็เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน” อาจารย์มานพเสริม

ปิยพงศ์ฟังไปพลาง พลิกแผ่นอักษรลอกที่เริ่มเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา พร้อมกับหยิบแบบที่น่าสนใจขึ้นมาส่องดู “อาจารย์ครับ อย่างอันนี้ที่พวกผมมองกันอยู่มันล้ำเวลามาก ณ เวลา นั้นทำไมอาจารย์ถึงคิดว่าตัวหนังสือมันควรจะเป็นแบบนี้” อาจารย์มานพตอบ “อันที่จริงแล้ว ยุคนั้นก็เป็นแบบนี้เยอะนะ คุณดูโปสเตอร์หนังสมัยก่อนสิ เราก็เป็นคนนึงสมัยก่อนที่ชอบเขียนตัวหนังสือในโปสเตอร์หนังนะ สมัยก่อนผมไปทำช่วงบ่ายที่ทำงาน เพื่อนผมเขียนภาพไว้รอ ผมไปถึงก็ใส่ตัวหนังสือ” อนุทินเสริมขึ้นมาว่า “ส่วนนึงจะเป็นเพราะว่าข้อจำกัดเวลาที่วาดโปสเตอร์หรือคัดเอาท์สมัยก่อน มันต้องเขียนภาพด้วยมือหมด อาศัยการบริหารจัดการออกแบบล่วงหน้าสูง แล้วก็ต้องเป็นแบบที่เขียนมือได้ไม่ยุ่งยากเกินไป ผมว่าก็เป็นข้อแม้ที่ทำให้แบบมันออกมาค่อนข้างเรขาคณิต” อาจารย์มานพช่วยเสริมว่า “สมัยก่อนตัวแบบโปสเตอร์หนังนี่ถือว่าสมัยใหม่มาก คือเราไม่ได้คิดแบบอะไรที่ล้ำไปกว่านี้ สมัยก่อนไม่มี มีแต่แบบนี้ทั้งนั้น เพราะข้อจำกัดทางโปรดักชั่น สมัยก่อนมันยังไม่คิดถึงขนาดมานพติก้า มันไม่นึกว่าภาษาอังกฤษมันจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรา”

อาจารย์มานพจึงได้ใช้โอกาสในการไขข้อข้องใจถึงที่มาของชื่อ‘ มานพติก้า’ แบบตัวอักษรแนวไร้เชิงร่วมสมัยตัวแรกของไทย “อาจารย์ครับชื่อ ‘ มานพติก้า’ นี้ได้มาอย่างไร ทำไมจึงตั้งเป็นชื่อนี้ครับ” วีร์ถามเพื่อคลายสงสัยที่มีมานาน “ที่จริงแล้วหากรู้จักตัวอักษรตระกูลมานพก็จะพบว่า เป็นชื่อและตามด้วยลำดับหมายเลขกำกับ แต่ในกรณีของมานพติก้านั้น เป็นชื่อที่ทางเมืองนอก คือกลัวฝรั่งเขาจะไม่รู้ว่าอันนี้ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด ตอนแรกก็จะใช้ มานพหมวดติก้าแล้วกัน กล่าวคือใส่ติก้าเข้าไปสมัยก่อน เพื่อให้รู้ว่าใช้คู่กับตัวใด หลังๆก็มี Times มั่ง Baskerville อะไรพวกนี้ ก็ใช้ชื่อหมวดนี้ใส่เข้าไปแต่มันไม่ฮิตไง ไม่มีคนกล่าวถึง”

หลังจากนั้งฟังอาจารย์มานพเล่าเรื่องอย่างออกรสชาติ อนุทินถามคำถามที่สงสัยมานาน “อาจารย์ครับ เมื่อก่อน อย่างเวลาที่เราออกแบบให้เพื่อทำอักษรลอกนี้ เรามีวิธีการอย่างไรในการส่งงาน” ความสงสัยที่เกิดมาจากการทำงานของนักออกแบบตัวอักษรในปัจจุบันกับในยุคของอักษรลอกนั้นต่างกันมากจนแทบนึกย้อนไม่ได้ “เราก็ต้องเขียนลงหมึก รอตติ้งไปครับ ขนาดก็ประมาณที่ความสูงหกนิ้วสำหรับตัวอักษรแต่ละตัว” ผู้ร่วมสนทนาต่างมองหน้ากันเมื่อนึกถึงขั้นตอนที่ทำเพื่อให้เกิดแบบตัวอักษรหนึ่งตัว อาจารย์มานพยังกล่าวเสริมถึงวิธีการด้วยว่า “ต้องเขียนให้เนี๊ยบมากเลยครับ เรียกว่าเวลาทางเมืองนอกเขาตรวจแบบนั้น เขาจะเอาแว่นขยายมาส่องไล่เส้นดูเลยทีเดียวว่าเนี๊ยบจริงหรือไม่ ผมเองก็เลยต้องคิดค้นวิธีทำงานให้เร็วขึ้นด้วยการกรีดแผ่นพลาสติกแข็งเพื่อทำโค้งแบบต่างๆด้วยตนเอง ตอนหลังๆนี่เขาบอกว่าเนี๊ยบขนาดนี้คุณมานพเขียนแค่ตัวสามนิ้วก็พอ” อาจารย์มานพนึกถึงเมื่อครั้งยังทำงานด้วยอุปกรณ์เหล่านั้นแล้วชวนให้อมยิ้ม ในขณะที่ผู้ร่วมสนทนาต่างเห็นไปในทางเดียวกันว่าทุกวันนี้นักออกแบบมีทักษะการใช้มือต่ำมาก เพราะขาดการฝึกฝนเรื่องพื้นฐานเหล่านี้นี่เอง

“ทีนี้พอมาเป็นช่วงดิจิตอลนี่อาจารย์ก็ทำให้กับหลายที่เลยใช่ไหมครับ” วีร์ส่งคำถามต่อเนื่อง “ครับก็ทำให้ อีเอซี อักฟ่า กราฟิโก้นี่ก็ใช่ แล้วก็เอสพีวี” อาจารย์มานพกล่าวพร้อมเติมให้ว่า “ฟอนต์พวกที่ตายไปตามช่วงของกาลเวลาเพราะไม่เปลี่ยนเทคโนโลยีเยอะมาก คล้ายๆกับบ้านเรามันสะดุด มันมาเป็นพักๆ คือมีคนทำเป็นพักๆ พอมีกระแสทีนึงคนก็แห่มาทำทีหนึ่ง อันไหนที่ตกขบวนก็จะถูกเก็บอยู่ในหีบ” อนุทินเสริมด้วยว่า เห็นด้วยกับอาจารย์มานพ “เดี๋ยวนี้ก็มีคนที่เอาตัวขูดเก่าๆที่ยังตกหล่นมาแสกนทำเป็นดิจิตอลฟอนต์ อันนี้ก็มีให้เห็น”

อาจารย์มานพกล่าวถึงขั้นตอนคร่าวๆ เกี่ยวกับวิธีการออกแบบส่วนตัว ตารางตำแหน่งคีย์บอร์ดแอสกี้ อาจารย์มานพยังได้อธิบายระบบการทำงานส่วนตัว ซึ่งเป็นแนวคิดคล้ายกับตารางอักษรสัมพันธ์ของปริญญาที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน พร้อมกับโชว์ตารางที่ทำขึ้นเองเพื่อช่วยให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น “นักออกแบบตัวอักษรต้องมีสัญชาติญาณเวลาเราออกแบบเอง รู้ว่าพอทำ ก.ไก่ เสร็จแล้วจะไปทำตัวอะไรต่อ คือมันมีระบบของมันในตรงนี้” อนุทินกล่าว “พอมา เป็นดิจิตอลมันก็เลยใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ไปเลย คือทำซำ้และดัดแปลงได้รวดเร็ว มันเป็นกระบวนการการเรียนรู้เดิมแต่นำมาใช้ในเทคโนโลยีใหม่”อาจารย์มานพเสริม วีร์จึงเสริมขึ้นมาว่า “ส่วนคนที่ไม่ชินก็ไปดูตารางอักษรสัมพันธ์ของปริญญา” อาจารย์มานพตบท้ายว่า “แต่ตอนนั้นผมก็ไม่มีตารางนะ ทำไปตามสัญชาติญาณล้วนๆ”

ด้วยความสงสัยปิยพงศ์ถามอาจารย์มานพถึงความยากง่ายในการออกแบบ ตัวไหนในภาษาไทยเราที่คิดว่าออกแบบยากสุด “อันนี้ก็แล้วแต่ชุดนะครับ” อาจารย์มานพตอบแบบสั้นๆ อนุทินจึงถามต่อ “อาจารย์ครับคืออย่างทุกวันนี้ มันจะมีปัญหาตรงที่เราออกแบบตัวหนังสือมาใหม่ แล้วโดนเสียงวิจารณ์จากคนทั่วไปเวลาแบบออกมาใหม่ๆ สมัยก่อนนี้มีไหมครับ” อาจารย์มานพให้ความคิดเห็นว่า “เท่าที่จำได้ไม่มีครับ ส่วนนึงก็อาจเพราะสมัยก่อนมันคงจะไม่รู้จะเอาไง มันก็ต้องใช้ ตัวเลือกอาจจะไม่เยอะ อย่างผมทำมานพติก้านะ ใช้ตัว S มาทำ ร.เรือ เลยนะ ผมก็ยังนึกว่ามันวิบัติมากเลย แต่ตอนที่ทำเราคำนึงถึงแง่ของการออกแบบไง ผมก็ยังทำตัวสำรองที่ไม่ได้มาจากตัว S ไว้ด้วย สมัยนั้นบางทีข้าราชการจะไปใช้ไง เขายังไม่ค่อยสะดวกใจเลย แต่ผมก็ไม่ค่อยชอบนะเอาตัว S มาแทนตัว ร. ในภาษาไทย” วีร์จึงถามต่อว่า “แล้วอาจารย์เห็นปรากฎการณ์ตอนนี้ตัว S มันเป็น ร.เรือไปแล้ว รู้สึกอย่างไร” อาจารย์มานพตอบแบบติดตลกว่า “ครับ ผมถึงบอกไง ก็เป็นเพราะว่าผมนี่แหละ ผมว่าผมก็ยอมรับว่าผมทำไม่ถูก แต่ตอนนี้เป็นสิ่งที่รับได้” พลางหัวเราะกันในวงสนทนา ปิยพงศ์จึงถามต่อติดตลกว่า แล้วอย่าง ห.หีบหละ ครับ

“เดี๋ยวนี้มันกี่ปีแล้ว ตั้งแต่ผมเริ่มทำ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๕-๒๕๑๖ ยุคมันเปลี่ยนแปลงไปหมด กลายเป็นคอมพิวเตอร์ อักษรลอกเลยหมดรุ่นไปนะครับ นักออกแบบรุ่นนั้นตกขบวนกันไปเยอะ ต้องเรียนใหม่ คุณลองนึกดูสมัยก่อนอาร์ตติสที่เขียนตัวหนังสือมันก็มีไม่กี่คนอยู่แล้ว มันฝืนความรู้สึกมากนะถ้าเราเขียนด้วยปากกา rotring แล้วให้เรามาเขียนในคอมพิวเตอร์ รู้สึกว่าหลายคนเขาไม่ทำนะ เพราะมันไม่ถนัด ผมก็พยายามศึกษา ผมก็ชอบทางเทคโนโลยีเป็นทุนอยู่บ้างก็เลยพอจะเรียนรู้ได้ ขณะนั้นรู้สึกจะมีผมคนเดียวที่ทำต่อมาได้ แล้วจะมีฟอนต์แอสกี้รุ่นแรกมาเสริมได้ทั้งหมด” อาจารย์มานพเล่าอย่างได้อารมณ์ ผู้ร่วมสนทนาต่างเห็นตรงกันว่า เรายังโชคดีที่อาจารย์มานพชอบพวกเครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยีอยู่เป็นทุน ถ้าไม่มีใครเข้ากับเทคโนโลยีการเรียงพิมพ์ เหตุการณ์ก็อาจจะออกไปอีกแบบ

อาจารย์มานพยังเล่าให้ฟังว่า เขาได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบตัวอักษรชั้นนำของเมืองไทยในขณะนั้นอีกหลายท่าน เหตุเพราะแบบตัวอักษรที่ตกค้างเหล่านั้นมีความจำเป็นที่ต้องทำให้เป็นฟอนต์ไฟล์ในรูปแบบที่ใช้งานได้บนคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแบบตัวอักษรของอาจารย์ทองเติม เสมรสุต อย่าง ทอมไลท์ และ ชวนพิมพ์ ของ อาจารย์เชาว์ ศรสงคราม ก็ผ่านการทำเป็นดิจิตอลฟอนต์โดยอาจารย์มานพท่านนี้

“แล้วทุกวันนี้เวลาอาจารย์ออกไปนอกบ้านแบบตัวอักษรที่เราพบเห็นบนพวกป้ายต่าง มันพูดอะไรกับเรา” อนุทินถามถึงความรู้สึกที่มีต่องานออกแบบตัวอักษรในปัจจุบัน “สมัยผมมักจะบอกลูกว่า นี่ตัวหนังสือของพ่อ ลูกๆจะจำได้ อย่างเช่นเจอในหนังสือพิมพ์ก็บอก นี่แบบตัวอักษรของพ่อฉัน จนเด็กเซ็นคาเบรียน เขาก็จะมาล้อชื่อพ่อกับลูกชาย มานพ มานพ มานพติก้ามั่งอะไรพวกนี้ อย่างตอนนี้รูปแบบการเล่าก็เปลี่ยนเป็นว่า ตัวนี้พื้นฐานก็มาจากของพ่อนะ วิธีคิดมาจากตัวเดียวกัน ตัวดั้งเดิมที่เราพัฒนามาตั้งแต่ยุคแรก บางแบบบางคนเขาก็ทำดีนะครับ เขาพัฒนาใหม่ให้มันทันสมัยขึ้น สมัยก่อนบางอย่างมันจะอ่านยาก ก็เอามาพัฒนากันจนเป็นมาตรฐาน ป้ายต่างๆก็ดูเป็นกิจจะลักษณะ ไม่เหมือนเมื่อก่อนป้ายเขียนกับมือ เดี๋ยวนี้เขาพิมพ์อิงค์เจ็ทตัวใหญ่ๆ ตัวมาตรฐานทั้งหมด แต่ขาดเสน่ห์เพราะชอบเลือกแบบตัวอักษรเหมือนๆกันหมด”

อนุทินเห็นด้วยกับอาจารย์มานพจึงกล่าวเสริมขึ้นว่า “แต่บางครั้งพอเป็นตัวมาตรฐานทั้งหมดความหลากหลายมันลดลงไปอย่างเช่นว่าจะมีฟอนต์ที่เป็นที่นิยมในสมัยนึงมากก็ใช้มันทุกอย่างตั้งแต่ธนาคารยันโรงแรมหรือบ้านจัดสรร” จึงเกิดคำถามต่อขึ้นว่า “สมัยก่อนมันมีการทำตัวอักษรให้เหมาะกับตัวโปรดักซ์ชนิดต่างๆหรือเปล่าครับ” คำตอบที่ได้คือ “ มีครับแต่ตอนหลังนี้มันมีน้อย ใช่ครับสมัยก่อนเราจะออกแบบเองสำหรับแบรนด์นั้นๆ สินค้าอื่นไม่ใช้นะ อย่างหมวดมานพติก้า ก็จะใช้รถโฟล์ค รถเต่า ใช้คู่กับเฮลเวทิก้า เลย แต่ตอนหลังนี่มีสินค้าอื่นมาเยอะเลย พฤติกรรมการเลือกใช้แบบตัวหนังสือก็เริ่มเปลี่ยนไป” อาจารย์มานพกล่าว “จริงนะครับ เดี๋ยวนี้สินค้าอุปโภคบริโภคเลยกลายเป็นใช้ฟอนต์สำเร็จรูปหมดเลย ความปราณีตในการใช้ตัวหนังสือก็น้อยลงไปเยอะมาก เอาความสะดวกมากกว่า ไม่พยายามทำให้ตรงที่ต้องการ เขาใช้เท่าที่มีอยู่ ยิ่งพวกเล็ตเทอริ่งนี่เห็นได้ชัดมากว่ามีคนทำน้อยลง” อนุทินชี้ให้เห็นสถาณะการณ์ปัจจุบัน

ปัจจุบันอาจารย์มานพวางมือจากการออกแบบตัวอักษรและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย คำถามที่ว่าไม่คิดอยากจะกลับมาทำฟอนต์อีกสักครั้งหรือ อาจารย์มานพตอบแบบอารมณ์ดีว่า “เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว สายตาก็ไม่ค่อยดีด้วย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ๆพัฒนากันไป” อาจารย์มานพกล่าวปิดท้ายการสนทนาด้วยว่า “ทุกวันก็ยังใช้คอมพิวเตอร์อยู่นะ แต่ตอนนี้ผมเน้นไปทางรูปและมัลติมีเดียมากกว่า ผมชอบถ่ายวิดีโอ เวลาไปเที่ยวเมืองนอกผมก็ไปถ่ายๆเก็บไว้ ผมก็ไปตัดต่อเล่นในเครื่อง มาเล่นทางนี้เอาเพราะมันไม่เครียดมาก เก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ คนชอบนึกว่า เวลาแก่แล้วต้องไปเดินดูพระดูอะไร แต่เราก็ไม่ชอบทางนั้น คือผมชอบแนวนี้มากกว่า ผมภูมิใจนะกับงานที่ได้ทำไว้ ชี้ให้ลูกๆดูเสมอว่านี่ตัวหนังสือพ่อ ลูกก็จำได้เพราะมันตั้งแต่สมัยตัวขูดไง ทุกวันนี้ยังพอพบบ้างในหนังสือพิมพ์ สมัยก่อนในยุคนึงที่สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลาย รู้สึกดีที่ลูกเราก็จำได้ว่านี้ตัวหนังสือของพ่อ”

หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์พิเศษ มานพ ศรีสมพร ฉบับพิเศษ เรียบเรียงโดย อนุทิน วงศ์สรรคกร จากเทปบันทึกบทสนทนาระหว่าง มานพ ศรีสมพร, อนุทิน วงศ์สรรคกร, วีร์ วีรพร และ ปิยพงศ์ ภูมิจิตร ฉบับย่อสามารถอ่านได้จากนิตยสารอาร์ตโฟร์ดี ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ และสามารถติดตามฟังภาคบันทึกเสียงได้จากพอดคาสรายการ ดีไซน์ไปบ่นไป