มานพ ศรีสมพร – The Documentary

Read it in Loop | Loopless

➜ ไฟกระพริบที่เครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาวดำ บอกให้พนักงานทราบว่าขณะนี้เครื่องพิมพ์กำลังเรียกพิมพ์กระดาษขนาดใด ปัญหาของเครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาวดำในยุคแรกที่มีถาดเก็บกระดาษเพียงแค่ถาดเดียว ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนถาดทุกครั้งที่สั่งพิมพ์งาน ไฟแจ้งขนาดกระดาษ อุปกรณ์ต่อพ่วงประกอบขึ้นแบบง่ายๆหน้าตาไม่ได้พิเศษแต่แก้ไขปัญหา สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ช่วยแก้ไขปัญหาความสับสนเรื่องขนาดกระดาษให้กับพนักงานในห้องคอมพิวเตอร์ของประกิตเอฟซีบีได้อย่างชะงัด ขจรศักดิ์ จินดาลักษณ์ หนึ่งในบุคคลใกล้ชิด นึกย้อนถึงผลงานของอาจาร์ยมานพที่ตนเองประทับใจ

“บ้านอาจารย์แกน้ำท่วมบ่อย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากลับบ้านหลังเลิกงานแล้วต้องมาวิดน้ำออกจากบ้าน” จึงเป็นที่มาของเซ็นเซอร์ระบบลูกลอยระดับน้ำที่จะเปิดทำงานเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติเมื่อฝนตกและระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น เรื่องสนุกเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นว่านักประดิษฐ์สมัครเล่นผู้นี้มีความคิดสร้างสรรค์สูง ขจรศักดิ์เล่าต่อถึงผลงานอื่นๆของ มานพ ศรีสมพร หรือที่เราๆเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า อาจารย์มานพ ที่เขาพอจำได้อย่างอารมณ์ดีเมื่อความหลังผุดขึ้นในหัว

วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ อาจจะเป็นวันสุดท้ายของเดือนที่ผ่านไปตามปกติ แต่สำหรับ มานพ มันเป็นวันแรกของเขา เด็กชายผู้นี้เติบโตขึ้น และได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดพะเยา ซึ่งคงจะคาดเดาไม่ออกในขณะนั้นว่า สิ่งที่เขาจะได้ทำในช่วงชีวิตการทำงานจะช่วยเปลี่ยนสังคมไทยให้เข้าสู่สังคมร่วมสมัยอย่างมีสไตล์

เมื่อชีวิตมานพก้าวเข้าสู่วัยรุ่น จากคำแนะนำของคุณครูประจำชั้น ที่สังเกตุเห็นความสามารถทางด้านวาดเขียน จึงเป็นครั้งแรกที่มานพได้ยินชื่อของวิทยาลัยเพาะช่าง สำหรับมานพในขณะนั้น เขาทราบเพียงแต่ว่าที่นี่เขาจะได้เรียนวาดรูปอย่างที่ตัวเองชอบ เขามุ่งหน้ามาศึกษาต่อที่วิทยาลัยเพาะช่างในกรุงเทพมหานคร ที่นี่จึงเป็นก้าวแรกสู่วงการศิลปะของเขา แต่ก้าวแรกของเขาในการเป็นนักออกแบบอาชีพมีความแตกต่างโดยสิ่นเชิง เมื่อเทียบกับของนักออกแบบในปัจจุบัน

การทำงานไปเรียนหนังสือไปนับว่าเป็นการสะสมประสบการณ์ชั้นเยี่ยม ด้วยความเป็นคนมีระเบียบ มีความคิดก้าวหน้า มานพตั้งใจเลือกเรียนโรงเรียนเพาะช่างในรอบเช้า เพื่อที่จะได้ทำงานที่บริษัทโอลันกรุงเทพฯ ในช่วงบ่าย เรียนและทำงานส่งตนเองไปด้วย จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี ๒๕๐๕ ที่บริษัทโอลันนี้เอง เขาได้มีโอกาสลองทำงานในหลากลักษณะ ตั้งแต่ป้ายโปสเตอร์ เขียนภาพ และ ร่างแบบตัวอักษรเพื่อใช้ในงานต่างๆ

เวลาที่เดินไปตามท้องถนนในยุคนั้น ป้ายโปสเตอร์ กับสื่อโฆษณาถึงจะมีอยู่ไม่มากมายฌฉกเช่นในปัจจุบัน แต่ก็มากด้วยเสน่ห์ เพราะสื่อเหล่านั้นไม่ได้ผ่่านกระบวนการพิมพ์อันทันสมัยอย่างที่คนสมัยนี้คุ้นชิน รูปแบบตัวอักษร ทั้งไทย อังกฤษ และจีน ที่อยู่บนป้ายเหล่านั้้น มิได้เกิดขึ้นได้โดยการกดปุ่มจากคีย์บอร์ด หากแต่มันเกิดจากการเขียนด้วยมืออย่างประณีต จนเห็นได้ถึงแรงใจ และการใส่ใจ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน

ยิ่งนับวันก็มีความต้องการในการผลิตมากขึ้น มานพกล่าวว่า “ยุคนั้นไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแม้แต่ชิ้นเดียว ตัวอักษรต้องเขียนด้วยมือกันทั้งหมด ซึ่งต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง” เห็นได้ว่า มานพ รู้สึกเข้าจังหวะได้ดีกับศาสตร์แขนงนี้ เขาเรียนรู้จากการใช้ทักษะของการขึ้นรูปด้วยมือ ขณะเดียวกันก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะต้องทำอย่างไรจึงจะเขียนตัวอักษรมากมายเหล่านี้ให้สะดวก เป็นต้นเหตุให้ต้องแสวงหาวิธีที่จะจัดการกับตัวอักษรให้สะดวกรวดเร็วขึ้น

เราล้วนรู้จัก มานพ ศรีสมพร ในฐานะนักออกแบบตัวอักษรชั้นครู แต่คนรอบข้างนี้เองที่ช่วยสะท้อนความเป็นบุคคลที่จับต้องได้ของ มานพ ศรีสมพร ออกมาให้เราเห็น จากภาพภายนอก เราสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ว่าทำไมผู้ที่มีโอกาสได้ร่วมงาน จึงรักนักออกแบบคนนี้

นิยามที่คนรอบข้างล้วนให้ไว้เป็นเสียงเดียวกันคือ “ผู้ใหญ่ใจดี” อาจารย์มานพไม่เคยโกรธใคร และเป็นหัวหน้าแผนกที่ดีเสมอ ด้วยสไตล์พระคุณนำโดยไม่ต้องใช้พระเดช ว่ากันว่าใครที่โดนอาจารย์มานพดุเข้าหละก็ นับเป็นผู้ที่ไม่สมควรให้อภัยเลยทีเดียว

ความเป็น ‘อาจารย์’ ของ มานพ ศรีสมพร ไม่ได้เกิดขึ้นจากใบประกาศนียบัตร แต่ด้วยบุคลิก และอุปนิสัย “จะมีซักกี่คนที่จะยอมสละเวลาตัวเองมาสอนคนที่ไม่เคยพบหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ” อนุทิน วงศ์สรรคกร กล่าวว่า “ตอนผมเริ่มออกแบบตัวอักษรใหม่ๆ ผมไม่เคยเจออาจารย์เขาเลย แต่เมื่อติดขัดผมอาศัยโทรไปถามแกอยู่บ่อยครั้ง ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจจะรำคาญไปแล้ว” จุดนี้เองที่ทำให้อาจารย์มานพแตกต่างจากนักออกแบบตัวอักษรรุ่นเดียวกันที่มักจะต้องการเก็บความรู้ไว้ในคลังปัญญาส่วนบุคคล

อาจจะเป็นความบังเอิญ หรือโชคชะตา ที่นำพา มานพ ศรีสมพร มาเข้าทำงานที่บริษัทดีทแฮมในปี ๒๕๑๑ ทำให้มานพได้พบกับคุณ ดีเธอร์ นอร์ธ ฝรั่งชาวสวิตคนหนึ่ง ที่มีความชื่นชอบแบบตัวอักษรไทยเป็นอย่างมาก จนเกิดความคิดที่จะนำอักษรไทยมาทำเป็นตัวอักษรลอก แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้เลย เพราะการผลิตต้องใช้เงินทุนอย่างมากในการเริ่มต้น ผนวกด้วยความที่คนไทยในยุคนั้นยังไม่นิยมอักษรลอก อาจจะด้วยเหตุผลของการทำความคุ้นเคย ทำให้ผู้ผลิตปฏิเสธ เพียงเพราะไม่กล้าเสี่ยง แต่ด้วยที่ฝรั่งชาวสวิตคนนี้มีความเชื่อมั่นสูงในอนาคตของอักษรลอก จึงกล้าพอที่จะสำทับไปว่า ถ้าหากขายไม่ได้อย่างไร ทางเขาจะรับซื้อเอง อาจจะเรียกได้ว่าอักษรลลอกเกิดจากการริเริ่มภายในบริษัทดีทแฮม โดยมีบริษัทสยามวาลาเป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องการตลาด

หลังจากใช้เวลาในการออกแบบเป็นเวลานานกว่ายี่สิบเดือน ปี ๒๕๑๓ คนไทยจึงได้มีโอกาสได้ใช้อักษรลอก ๒๓ แบบแรกในชื่อ ‘มานพ’ ภายใต้แบรนด์ แมคคาร์นอร์มา ของเนเธอร์แลนด์ ครึ่งทศวรรษถัดมา แม้ในช่วงแรกๆนั้นอักษรลอกจะไม่เป็นที่นิยมมากนัก ด้วยเหตุผลที่ว่าคนไทยไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อแบบตัวอักษร ราคาขายของอักษรลอกในสมัยนั้นมีราคาถึงแผ่นละ ๒๐ บาท ซึ่งจัดได้ว่าสูงพอสมควรสำหรับค่าครองชีพในยุคนั้น

แต่หลังจากนักออกแบบเริ่มเห็นข้อดีของการจัดการ และเลือกแบบตัวอักษรในระบบนี้แล้ว การใช้อักษรลอกจึงเป็นที่นิยมแพร่หลายในเวลาต่อมา ผลพวงจากระบบการจัดการตัวอักษรแบบอักษรลอกก็ได้ขยายผลไปในสื่อต่างๆ แม้แต่ป้ายทางหลวงบนท้องถนนทั่วประเทศ เกือบทั้งหมด ถึงทุกวันนี้เวลาเดินทางไปไหนมาไหนถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็น มานพ ๕ กำลังทำงานสนองสังคม โดยใครจะรู้บ้างว่าเป็นการนำแบบมาจากตัวอักษรลอก ที่ถูกขยายผลออกไปไกลเกินกว่าตัวผู้ออกแบบได้คาดไว้

เป็นที่น่าเสียดายที่ระบบจัดการธุรกิจการออกแบบตัวอักษรยังไม่เป็นรูปร่างเฉกเช่นในปัจจุบัน จึงทำให้ง่ายต่อการถูกยัดเยียดจากผู้ใช้ ให้เป็นงานออกแบบที่มีมูลค่าน้อยหรือไม่มีมูลค่าในเชิงธุรกิจเอาเสียเลย ใครจะเชื่่อว่าแบบตัวอักษรชุดที่รับใช้สังคมมายาวนานเช่นนี้ไม่ได้รับค่าตอบแทนอย่างสมศักดิ์ศรีแต่อย่างใด ปราฎการนี้อาจสร้างความภูมิใจให้กับเจ้าของผลงานในระยะแรก แต่ความภูมิใจนี้เองที่สามารถเปลี่ยนเป็นความท้อใจต่องานที่รักอย่างทวีคูณในเวลาต่อมา

ไม่มีนักออกแบบสิ่งพิมพ์ หรือนักออกแบบตัวอักษรคนไหน ที่ไม่รู้จักฟอนต์ เฮลเวทติก้า (Helvetica) ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระเอกของวงการออกแบบในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง วงการโฆษณาในประเทศไทยก็เดินตามรอยต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงได้มีการเสนอให้ออกแบบตัวอักษรไทยให้คล้ายคลึงกับเฮลเวทติก้า

มานพ ศรีสมพร ออกแบบชุดตัวอักษรที่กลายมาเป็นที่รู้จักกันภายหลังในชื่อ ‘มานพติก้า’ ในปี ๒๕๑๖ นอกจากจะเป็นการเกาะกระแสแล้ว ยังเป็นความสมเหตุสมผลของช่วงเวลาที่บ้านเราจะมีตัวอักษรในลักษณะร่วมสมัย เพื่อใช้เทียบเคียงกับตัวละตินในการทำงานออกแบบ อาจารย์มานพเองเคยกล่าวอย่างแปลกใจ เพราะแทบไม่ได้คาดคิดว่าจะเป็นจุดเริ่มของแบบตัวอักษรไทยที่ส่งอิทธิพลต่อการอ่านภาษาไทยในเวลาต่อมา อีกทั้งยังมีผลพวงต่อเนื่องถึงแนวทางการออกแบบตัวอักษรไทยในยุคปัจจุบัน

การเกิดขึ้นของมานพติก้านั้น นับว่าเป็นการพลิกให้เกิดการปฎิวัติการออกแบบตัวอักษรไทยอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ประชา สุวีรานนท์ นักคิดนักเขียน และนักออกแบบคนหนึ่งของยุค จึงจัดให้แบบตัวหนังสือชุดนี้เป็นหนึ่งในงานออกแบบตัวอักษรมีความที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่ อนุทิน วงศ์สรรคกร เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งเขียนคำนิยมให้ฟอนต์ยอดฮิตแห่งยุคอย่าง กิติธาดา ของ คุณพัลลพ ทองสุข ว่า หากไม่มีการปูทางของ มานพติก้าไว้ก่อนแล้วนั้น คงเป็นการยากกว่านี้อีกที่ฟอนต์อย่างกิติธาดาจะกลายมาเป็นที่ยอมรับได้อย่างในปัจจุบัน

เครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ที่ว่ากันว่ามีราคาสูง ไม่น่าจะเป็นของที่ให้ใครได้ง่ายๆ แต่ มานพ ศรีสมพร กลับยกเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ ชัยวรรธน์ อัทยรัตน์ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้าฝ่ายคอมพิวเตอร์เลย์เอ้าท์อย่างไม่เสียดาย เพื่อที่จะให้เขาได้ฝึกใช้ออกแบบตัวอักษร ชัยวรรธน์ อัทยรัตน์ จึงเป็นหนึ่งในบุคคลจำนวนไม่มากที่ได้คลุกคลีและถ่ายทอดความรู้โดยตรงจาก มานพ ศรีสมพร เป็นอีกเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความอยากที่จะขยายความรู้ ขจรศักดิ์ จินดาลักษณ์ เล่าให้ฟังด้วยความเสียดายที่มีโอกาสได้ใกล้ชิด แต่ความสนใจที่จะเจาะลึกเรื่องการออกแบบตัวอักษรยังไม่สะกิดใจ ณ เวลานั้น

ช่วงปี ๒๕๒๕ วงการการออกแบบได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจึงทำให้อักษรลอกแบบเก่าลดความนิยมลงอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องด้วยแบบตัวอักษรที่เป็นที่นิยมนั้นยังมิได้ถูกนำมาปรับให้ใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ บริษัทสหวิริยา ตัวแทนจำหน่ายเคื่องแอปเปิลคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นจึงได้ว่าจ้าง มานพ ศรีสมพร ให้พัฒนาฟอนต์เพื่อใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอช บริษัทแอปเปิลจึงได้ส่งผู้เชี่ยวชาญตรงมาเพื่ออบรม มานพ ศรีสมพร ให้เข้าใจในระบบการสร้างตัวตัวอักษรแบบแอสกี้ ซึ่งเป็นมาตรฐานในขณะนั้น “ด้วยใจรักผมจึงยอมศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตอนแก่” มานพกล่าวอย่างติดตลก

การเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตอนแก่ของมานพไม่สูญเปล่า กลับเป็นใบเบิกทางให้บริษัทคอมพิวเตอร์อีกหลายแห่งมอบความไว้วางในในการพัฒนาฟอนต์สำหรับคอมพิวเตอร์อีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น แอปสัน (Epson) อักฟ่า (Agfa) และ ไลโนโทรนิค (Linotronic) จึงอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการกลับมาอีกครั้งของนักออกแบบท่านนี้ในกรอบของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

มานพ ศรีสมพร ถูกจัดได้ว่าเป็นนักออกแบบตัวอักษรสามสมัย เพราะได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการจัดการตัวอักษรถึงสามยุค ตั้งแต่อักษรลอกหรือตัวขูด ต่อเนื่องมาถึงการเปลี่ยนแปลงสู่โฟโต้ไทป์เซตติ้งที่คนส่วนใหญ่เรียกติดปากว่าเครื่องเรียงพิมพ์ไลโนไทป์ และเป็นนักออกแบบตัวอักษรคนแรกๆของไทยที่เข้าสู่ระบบการออกแบบด้วยโปรแกรมดิจิทัลฟอนต์สำหรับแมคอินทอช บ้างอาจจะนับรวมงานของ มานพ ศรีสมพร ในยุคที่ยังไม่ใช้เทคโนโลยีระบบการจัดการตัวอักษร สมัยใหม่ กล่าวคือนับตั้งแต่ยุคของอักษรประดิษฐ์ ในกรณีนี้อาจจะเรียกว่าสี่สมัยก็น่าจะได้เช่นกัน

ช่วงท้ายชีวิตการทำงาน มานพ ศรีสมพร ย้ายงานตาม ประกิต อภิสารธนรักษ์ ออกมาเป็นพนักงานยุคก่อตั้งของ ประกิตแอสโซซิเอส ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็นประกิตเอฟซีบีในภายหลัง ด้วยความที่เป็นคนที่บริหารการทำงานได้ดี มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสูง มนุษย์สัมพันธ์เยี่ยม ประกอบกับความรักในเทคโนโลยี มานพ ศรีสมพร จึงได้ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายคอมพิวเตอร์อย่างเหมาะเจาะลงตัว ที่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มของฟอนต์ชื่อมานพแบบต่างๆ ในยุคดิจิทัลที่ประกิตเอฟซีบี มานพ ศรีสมพร ได้เริ่มพัฒนาแบบตัวอักษร ทั้ง ไทย ลาว เขมร พม่า และ เวียดนาม เพื่อใช้ในองค์กร ตลอดไปจนถึงพิคเจอร์ฟอนต์ โลโก้ฟอนต์ เพื่อการใช้งานที่สะดวกในแผนกคอมพิวเตอร์ในการจัดอาร์ตเวิร์ค โปรเจ็กต์หนึ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าตัวมากที่สุดนั้น เห็นจะเป็นการออกแบบฟอนต์ ประกิต ๑ ถึง ๑๔ ซึ่งออกแบบเพื่อเป็นเกียรติแก่คุณประกิต อภิสารธนรักษ์เป็นที่ยืนยันจากผู้ที่เคยได้ร่วมงานกับนักออกแบบตัวอักษรชั้นครูท่านนี้ว่า ยามว่างอาจารย์มานพก็จะเชื้อเชิญให้เพื่อนร่วมงานที่มีลายมือสวยเข้าตาเขียน ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก แล้วเอามาทำจัดทำเป็นฟอนต์ ซึ่งฟอนต์ในขณะนั้นก็จะเป็นฟอนต์ในระบบแอสกี้แบบเก่าอย่าง ฟอนต์ลายมืออย่าง ชัยวรรธน์ และ แจง ก็เกิดขึ้นด้วยวิธีนี้

วันนี้ด้วยวัยกว่า ๗๐ ปี อาจาร์ยมานพกล่าวย้ำเสมอว่าตนเองเกษียนอายุการทำงานแล้ว ไม่อยากข้องแวะเกี่ยวกับการออกแบบตัวอักษรอีกต่อไป ชวนให้คิดไม่ได้ว่าสิ่งที่ มานพ ศรีสมพร ได้บุกเบิกมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยตลอดชีวิตการเป็นนักออกแบบตัวอักษร ไม่ได้เห็นผลงอกเงยให้ได้เก็บเกี่ยวในชั่วอายุของการทำงานเท่าที่ควร นักออกแบบตัวอักษรรุ่นดิจิทัลที่สามารถผลักดันให้เกิดเป็นธุรกิจที่เป็นธรรมได้เก็บเกี่ยวผลตอบแทนที่เหมาะสม ก็เพราะการเพาะเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวที่ได้ถูกวางรากฐานเอาไว้

เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก การรวบรวมงานเพื่อเป็นความทรงจำส่วนตัวของผู้ออกแบบได้กระจัดกระจายออกจากมือก่อนถึงเวลาอันควร แม้แต่งานในยุคแมคอินทอชแล้วก็ตาม อาจารย์มานพเล่าว่าฮาร์ดไดรฟ์ของเครื่องแอปเปิ้ลแอลซี ซึ่งเป็นเครื่องรักของอาจารย์นั้นบอกลาตนเองไปตามเงื่อนไขของเวลา แหล่งเก็บไฟล์สำรองผลงานทั้งชีวิตในช่วงดิจิทัลก็ได้สูญไปกับความทรงจำของเครื่องนั้น สิ่งที่เราพอจะทำได้คือการรวบรวมไฟล์จาก ประกิตเอฟซีบีเท่าที่พอจะหาได้ เพื่อการนำมาใช้เป็นตัวอย่างสำหรับศึกษา

สิ่งที่พอจะเหลือให้เป็นความทรงจำ ประวัติศาสตร์ในช่วงที่ไม่ได้ย้อนไปไกลจากวันนี้เท่าไหร่นัก หากแต่กลับไม่ได้ถูกรวบรวมไว้อย่างเป็นกิจลักษณะ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายยิ่งนัก อาจารย์มานพกล่าวว่าตัวอย่างงานในยุคอักษรลอกส่วนใหญ่นั้นถูกหยิบยืมโดยนักเขียน นักวิจัย โดยไม่ได้รับความร่วมมือในการเก็บส่งคืน ทำให้อดสงสัยมิได้ว่าเหตุใดจึงไม่มีการทวงงานคืนอย่างจริงจัง

แต่ทุกคำตอบที่ได้ สุดท้ายล้วนยึดโยงอยู่กับการหันหลังให้กับการออกแบบอย่างสิ้นเชิง เพื่อใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในฐานะคนธรรมดาสามัญให้มีความสุขอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมีบทบาทนักออกแบบตัวอักษรเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกวันนี้ มานพ ศรีสมพร สนุกกับชีวิตวัยเกษียณ เขาเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมครอบครัวของลูกชายที่ประเทศเนเธอร์แลนด์บ่อยครั้ง และยังแบ่งเวลาจากความยุ่งเหยิงและรีบเร่งของกรุงเทพฯ กลับไปใช้ชีวิตที่เดินช้าลงที่จังหวัดพะเยาบ้านเกิด