Love-Hate Relationship

Read it in Loop | Loopless

➜ เกิดเป็นสัตว์สังคม ก็ต้องเกิดความสัมพันธ์ เริ่มต้นจากความชอบ ค่อยๆ กลายเป็นความรัก และมีบ้างที่เริ่มจากความเกลียด ความขัดแย้ง แนวละครนางเอกเห็นความดีในคนกักขฬะ หรือพระเอกค่อยๆ มี guilty pleasure หรือความรู้สึกผิดที่ดันไปรู้สึกดีกับคนติดหนวด แต่โลกความจริงที่เราอยู่มันซับซ้อนกว่าละครที่เราดูมาก

ว่ากันว่าการอยู่อย่างมีความสุขตลอดทั้งชีวิต เหนือสิ่งอื่นใดเราแค่ต้องการ “ความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่ดี” เพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจควบคู่ไปกับการฝ่าฟันเพื่อเงินและเกียรติ การตบ-จูบ อาจเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของความสับสนในวิธีการบริหารความสัมพันธ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความใกล้ชิดที่ดีก็ได้ แต่ ณ จุดนั้นพระเอกสะดวกแบบนั้น แล้วนางเอกก็สะดวกขัดเกลา ตบกันซะเละ แต่สุดท้ายกลับลงเอยได้

กลับออกมานอกจอ ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการจูบแต่ตามมาด้วยการตบคือสิ่งที่หลายคนกำลังเผชิญ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการตบทางกาย แต่เป็นการตบทางใจ หมายถึงการละเลย หลงลืม หรือจงใจในการไม่ทำหน้าที่ ไม่ให้เกียรติ ไม่รักษาน้ำใจกันและกัน

ปัญหาความสัมพันธ์ที่คอยบั่นทอนฉุดรั้งชีวิตกันอย่างแท้จริง มักไม่ได้เกิดจากคนไกลตัวหรือศัตรูที่เปิดหน้ากันว่าไม่ชอบ แต่มักเกิดจากคนที่เราเลือกมาไว้ใกล้ตัว หรือเป็นคนใกล้ตัวที่เราเลือกไม่ได้ จากความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่ดี ค่อยๆ พัฒนากลายเป็นความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด หรือที่เรียกกันว่า Love-hate relationship

การใช้ความใกล้ชิดมาเป็นสิทธิ์ในการห่วยใส่กัน เป็นปัญหาคลาสสิค เมื่อทุกคนพร้อมเติมเต็มตัวเองด้วยการเอาเปรียบกันทางพฤติกรรมและความรู้สึกเมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะสัมพันธ์กันในสถานะใด อายุเท่าไหร่ก็ตาม จุดตัดสำคัญคือเมื่อฝ่ายหนึ่งยอมเลือกทนพฤติกรรมของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรกได้แล้ว ก็เท่ากับเป็นการกดเลือกให้บริการความอดทนระดับดักดาน กลับสู่เมนูหลักลำบาก หากอยากกลับต้องยอมเลิกคบกันไป แต่ไม่ค่อยมีใครเลิก เพราะมีความรักที่ถูกคนผสมรวมกันไปกับความเกลียดจนแยกกันไม่ออก บางคนก็ไม่รู้ว่าจะเลิกคบยังไงเมื่ออีกฝ่ายคือคนในครอบครัว

เผื่อชีวิตจะเหนื่อยน้อยลงบ้าง เราอาจลองแบ่งคนรอบตัวออกเป็น 2 หมวดหลัก คือ

  1. คนที่เราต้องทนอยู่ดี
  2. คนที่ไม่ต้องทนก็ได้ แต่เราเลือกจะทนเอง

เกณฑ์นี้น่าจะช่วยให้เราลงทุนพลังงานได้ถูกที่ถูกเวลากว่า มีโอกาสลดการขาดทุนและทำกำไรในความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น

คนในหมวดแรก เป็นคนที่ผูกพัน รู้แน่ชัดว่ารักกันจริงในส่วนลึก แต่รำคาญกันในส่วนตื้น อยู่ไกลก็คิดถึง อยู่ใกล้ก็ไฟลุกเผาร้อน เพราะชอบยืนยันความเป็นตัวเองในแบบที่มีปัญหา คนกลุ่มนี้เราต้องเลี่ยงการคลุกวงใน ให้พยายามฟุตเวิร์คฉากออกมารอบๆ พอให้เขาได้แย็บๆ ขำๆ ไป ส่วนเราก็การ์ดอย่าตก เลิกชกตอบ เลิกซ่อมคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเสีย หยุดการทะเลาะที่ไม่นำไปสู่การพัฒนา สูดหายใจเข้าลึกๆ กอดกัน 1 ที แล้วเดินออกมา อย่างน้อยใจเราก็เย็นร่ม เหมือนกับการชนะโดยไม่ต้องรบ เอาเวลาไปทำประโยชน์ รักกันอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ จะสุขภาพจิตดีทั้งสองฝ่าย

คนในหมวดที่สอง เป็นคนหน้าใหม่ ไม่มีเรื่องให้ระลึกชาติกันมาก ไม่มีอะไรการันตี แต่มีความหวังว่ามันจะดี เป็นความสัมพันธ์แบบมีเงื่อนไข ส่วนใหญ่จะเริ่มจากความปลื้ม สะดวกแบบไหนได้หมด ให้เครดิตล่วงหน้ากันเยอะ คบไปสักพักเริ่มไม่วิน-วิน ศีลหรือปัญญาไม่เสมอกัน ไม่ทะเลาะก็ต้องทน ฝ่ายทนก็มักจะอึดและพบว่าอสูรตัวจริงนั้นไม่ง่ายต่อการขัดเกลา คือสะดวกมันคนเดียว เงื่อนไขมันคนเดียว ไม่รู้จักการรักษาผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่เห็นแก่ตัว

ระดับความอดทนในความสัมพันธ์ ผกผันกับระดับความรักและการให้คุณค่าตัวเองเป็นพื้นฐาน คนที่ให้ค่าตัวเองมากพอจะไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะรู้จักรักษาสิทธิ์ไม่ให้ใครมาเอาเปรียบ คนที่ค่อนไปในทาง self-centered วางตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ถ้าไม่รักใครจริงจะไม่ทนใครเลย คนที่ให้ค่าตัวเองน้อยเกินก็ให้ค่าคนอื่นมากเกิน อาการหนักก็จะยอมทนพร่ำเพรื่อในเรื่องที่ไม่สมเหตุผล รักแบบขาดสติและตรรกะ ไม่เรียนรู้ระหว่างทางว่าตัวเองสมควรได้รับความรักแบบไหน ไม่กล้าว่ายน้ำออกจากฝั่งและไม่มีวันได้พบเกาะใหม่ ส่วนคนสายสตรองจะยอมว่ายออกมาลอยเคว้งคว้างกลางทะเล ดีกว่าทนอยู่ในเกาะเดิมที่ไม่เวิร์คและไม่มีความสุข

ระดับความอดทนยังผกผันอยู่กับความสามารถในการให้อภัย บางคนเห็นหมดทุกอย่างและพยายามหรี่ตาให้ ที่ทนอยู่ได้ไม่ใช่เพราะโง่หรือซื่อบื้อ แต่แค่ใจกว้างเป็นพิเศษและมีความรักความปรารถนาดีให้อีกฝ่ายอย่างเต็มเปี่ยม เป็นวิธีการบริหารความสัมพันธ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่ดี หากไม่รู้จักถนอมไว้จนต้องจบความสัมพันธ์กับใครที่รักเราแบบนั้น เรียกได้เลยว่าเป็นการสูญเสียและควรค่าแก่การเสียใจอย่างแท้จริง

ในยุคที่มีเพื่อนเป็นร้อย มีคนตามเป็นพัน เราได้เคยเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของใครสักคนหรือยัง คนที่โคจรอยู่รอบตัวเรา หันไปกี่ทีก็เจอ ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากความเต็มใจที่จะอยู่ตรงนั้น ลองสำรวจดูว่าเรากำลังเอาตีนลูบหน้าทาครีมใครอยู่บ้าง ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน

เราคือคนที่เขาต้องทนอยู่ หรือแท้จริงเป็นคนที่ไม่ต้องทนก็ได้

…แต่เขาเสือกทนเอง