จากหนึ่งคำถาม สู่ความเป็นไปได้

Read it in Loop | Loopless

➜  ในทุกการลงมือทำ ย่อมผ่านขั้นตอนการวางแผนการไตร่ตรองอย่างรอบคอบด้วยระบบการคิดที่ถูกจัดเรียงมาเป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากขาดทักษะการตั้งคำถามอย่างถูกต้องที่อยู่บนพื้นฐานทัศนคติในการมองโลกให้รู้จักมองเห็นทั้งโอกาสและวิธีการในการแปรความคิดให้เป็นการลงมือทำได้จริง

เมื่อนั้น การตั้งคำถามอย่างถูกต้อง จึงเป็นหนึ่งในวิธีการกำหนดอนาคตให้ถูกทาง บทสรุปการบรรยายจากการร่วมสร้างบทสนทนาแบบกลุ่มเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ ภายใต้หัวข้อ “Educational Entrepreneurship in Design school จากหนึ่งคำถามสู่ความเป็นไปได้” จากทีมวิทยากรจาก คัดสรร ดีมาก ที่ไปบรรยายที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ซึ่งช่วยกระตุ้นให้คิดอย่างรอบด้าน ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สร้างองค์ความรู้ด้านการเป็นผู้ประกอบการ เตรียมตัวให้พร้อมเผชิญกับการทำงานในอุตสาหกรรมการออกแบบต่อไป

โตขึ้นอยากเป็นอะไร?

หนึ่งในคำถามที่เชื่อว่าทุกคนในวัยเด็กต้องเคยถูกถามมาก่อน เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จะพบว่าคำถามที่ต้องตอบนี้ เป็นคำถามที่เราอยากตอบจริงๆ หรือเป็นคำถามที่โดนถามบ่อยครั้ง จนทำให้เราเลือกตอบ “อะไรก็ได้” ออกไป ลองคิดดูว่า เราเคยคิดหรือไม่ว่า คนที่ถามคำถามนี้กับเรานั้นอยากได้คำตอบจริงๆ หรือไม่ หรือเคยถามตัวเองไหมว่า สิ่งที่ทำตอนโตแล้วนั้น ตรงกับที่เคยตอบคนอื่นไว้ในวัยเด็กหรือเปล่า

คำถามนี้อาจดูเป็นเพียงการถามไปอย่างนั้น ไม่ได้คาดหวังคำตอบที่จริงจัง แต่ก็ถือว่าเป็นคำถามที่ “กระตุ้นความฝัน” ในเมื่อบางครั้งคนถามเองก็อาจยังไม่รู้ คนตอบเองก็ยังไม่มีคำตอบว่าเป้าหมายชีวิตคืออะไร มองไม่เห็นภาพในอนาคต เพราะยังต้องสะสมและผ่านประสบการณ์ จนในวันหนึ่งเราเจอคำตอบนั้นเอง … หรือใช้เวลาผ่านมาค่อนชีวิต ก็ยังไม่เจอคำตอบที่ว่านั้นเลยก็เป็นได้

โตขึ้นอยากเป็นอะไร? จึงเป็นคำถามที่สำคัญ เพราะถ้าหากตั้งใจตอบตั้งแต่ครั้งแรก มันจะเปลี่ยนชีวิตไปได้ทั้งชีวิต ถ้าหากตั้งใจจริงกับคำตอบนี้ ว่าอยากเป็นนักบิน อยากเป็นนายกรัฐมนตรี อยากเป็นหมอ หรืออยากเป็นนักออกแบบ ช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยจึงเป็นช่วงวัยที่ยังพอมีเวลา ลองกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า แท้จริงแล้วนั้น โตขึ้นไปอยากเป็นอะไร

ตอนนี้โตหรือยัง?

คำนิยามของ “การเติบโต” ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน อาจต้องพึ่งพาเกณฑ์วัดบางอย่าง เช่น สามารถหาเงินมาเลี้ยงดูตัวเองได้ มีความก้าวหน้าทางความคิด รับผิดชอบชีวิตด้วยอาชีพ 100% หรือทำหน้าที่ของตัวเองได้สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ลูก หน้าที่นักเรียน หน้าที่นักออกแบบ หน้าที่พลเมือง

คำตอบที่ลื่นไหลเหล่านี้แสดงว่า ถ้าหากเราคิดว่าเราโตแล้ว ณ นาทีนี้ เราก็โตได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอเวลา เพราะการเติบโตเป็นเรื่องของทัศนคติ ตัวอย่างที่ว่าการโตเป็นผู้ใหญ่คือการมีความสามารถในการรับผิดชอบ แต่นักเรียนนักศึกษาทุกคนก็มีความรับผิดชอบได้ในกรอบที่มี เป็นสิ่งที่ทำได้เลยทันที

เหตุผลที่คนวัยหนึ่งชอบบอกว่าตัวเองยังไม่โต เพราะไม่ยอมและไม่อยากให้ตัวเองเติบโต การไม่โตคือการมีที่หลบให้สามารถทำตัวเหลวไหล ไม่ต้องรับผิดชอบกับอะไรได้

อยากทำอะไรบ้าง?

หากตอบคำถามนี้ได้ ผู้ตอบจะมองเห็นเป้าหมาย เมื่ออยากรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร เราจะมองเห็นปลายทาง เมื่อเห็นแล้วจะเกิดกระบวนการ เกิดขั้นตอนที่พาเราพัฒนาไปข้างหน้า เก็บข้อมูล คุยกับเพื่อน ลองลงมือทำ สำเร็จ ล้มเหลว เริ่มใหม่

อะไรบ้างที่จะไม่ทำ?

ถ้าหากตอบคำถามก่อนหน้าไม่ได้ ให้ตอบคำถามนี้ก่อน อย่างน้อยแต่ละคนก็ควรจะรู้ว่าตัวเองไม่อยากทำอะไร เป็นการตัดตัวเลือกที่ไม่ต้องออกไป การตอบคำถามนี้ได้มันจะช่วยให้คุณเข้าใกล้คำถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรได้เร็วขึ้น ดีกว่าค้นพบในภายหลังว่าไม่ได้ทำหรือเป็นในสิ่งที่ต้องการ แล้วมาถามตัวเองว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ในตอนนี้

หากลองมองย้อนกลับไป จะค้นพบว่าโลกหมุนและเปลี่ยนไปเร็วมาก เมื่อ 30 ปีก่อน ถ้าหากต้องการหาคำตอบเพื่อโจทย์อะไรสักข้อหนึ่ง นักเรียนนักศึกษาต้องหาข้อมูลจาก 4-5 ห้องสมุด ยืมหนังสือออกมาและจดคัดลอก ผู้ค้นคว้าต้องเตรียมตัวและเตรียมคำถามไว้เป็นอย่างดี เพื่อกำหนดเป้าหมายหนังสือที่ต้องการได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ แต่ในวันนี้ นักศึกษา (และทุกคน) สามารถค้นหาทุกอย่างที่ต้องการได้เลยในทันทีอย่างสะดวก ง่ายดาย

“ปัญหาของรุ่นพวกคุณคือตั้งคำถามไม่เป็น พอตั้งไม่เป็นแล้วคุณเลยไม่สามารถเข้าถึงคำตอบที่มันลอยอยู่ในอากาศได้ ความโง่ของสมัยก่อนคือการไม่รู้คำตอบ ความโง่ของสมัยนี้คือการไม่รู้จักตั้งคำถาม”

ฉะนั้น ระยะเวลา 30 วัน ทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นอีกคนที่ดีขึ้นได้ ค้นคว้า หาคำตอบ เก็บข้อมูล บันทึก ดูสื่อต่างๆ เข้าร่วมกับกลุ่มที่สนใจ เกิดคำถามอีกครั้งว่าทำไมคนรุ่นใหม่ถึงไม่ทำ ปล่อยให้เวลาผ่านไป 30 วัน แต่รู้เรื่องหนึ่งเท่าเดิม เปรียบเทียบกับอีกคนที่ใช้เครื่องมือถูกต้องแล้วกลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้

นั่นเป็นเพราะการตอบคำถามไม่ได้ว่าอะไรที่จะทำ อะไรที่จะไม่ทำ อะไรที่อยากเป็น และอะไรที่ไม่อยากเป็น

“ชีวิตจะยาวพอที่จะทำให้คุณหาว่าคุณรักอะไรกันแน่ มันต้องมีสิ สักอย่างหนึ่ง โลกนี้แม่งสนุกจะตายห่า แบบชีวิตเดียวทำได้หมด คุณจะไม่หาอะไรทำสักอย่างหนึ่งเลยเหรอ จะไม่เริ่มตอนนี้เลยเหรอ รออะไร?”

วันนี้กินอะไรดี?

คำถามทั่วไปที่ใครๆ ก็ต้องคิดคำตอบในทุกวัน ตอบได้เร็วบ้าง ช้าบางตามแต่ปัจจัยที่แวดล้อม บางคนตอบเมนูที่อยากกินได้ทันที เพราะหน้าตาและรสชาติอาหารมื้อนั้นชัดเจนอยู่ในหัว บางคนเลือกกินอาหารคลีน เพราะรู้ว่าสิ่งนั้นเหมาะสมกับตัวเองและดีต่อสุขภาพ แต่เมื่อปอกเปลือกออกอีกหลายชั้นจะพบว่า คำถามง่ายๆ นี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในหัว แค่ไม่ถูกคิดอย่างช้า การได้มาซึ่งคำตอบนั้นเกิดขึ้นเร็วมากเมื่อเปรียบเทียบกับคำถามอื่นๆ ข้างต้น แท้จริงแล้วนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้า ถ้าเห็นกระบวนการต่างๆ เป็นสโลว์โมชั่น เราจะเห็นขั้นตอนทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น เห็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้น แก้ไขได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหาย เข้าใจโครงสร้างเพื่อที่จะจัดวางระบบใหม่ได้ทันที เปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนทัศนคติต่อการใช้ชีวิตของเรา

ไม่มีเวลา ทำงานไม่ทัน?

นักศึกษามักจะทำงานหมิ่นเหม่เดดไลน์ แม้ว่าอาจารย์จะมอบหมายงานล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์แล้วก็ตาม อย่างที่รู้กันว่าในความเป็นจริง ถ้ามีระยะเวลาให้ทำงาน 7 วัน นักศึกษาจะทำงานในคืนวันสุดท้ายก่อนส่งอยู่ดี ผลลัพธ์คือคุณภาพไม่คุ้มค่ากับเวลาที่ได้ไป

เรื่องนี้แก้ไขได้ด้วยการแบ่งเวลา 7 วันเป็นเหมือนกล่อง 7 กล่อง ถ้าประเมินตัวเองแล้วว่าใช้เวลาทำงานในกล่องสุดท้าย 20-24 ชั่วโมงแล้วทำงานส่งได้เสมอ ให้ย้ายกล่องที่ 7 มาไว้เป็นกล่องแรก แล้วจะเหลือกล่องอีก 6 กล่อง (= 6 วัน) ที่เหลือว่างทันที มีเวลาเหลือ เอาไปรีวิวแก้งานก่อนส่งได้ เหลือเวลาไปทำอย่างอื่น (อย่าลืมว่า เมื่อย้ายกล่องเวลามาเผางานตั้งแต่วันแรกนั้นมีค่าเท่ากับวันสุดท้าย เพราะอย่างไรก็ทำงานเผาอยู่ดี ได้คุณภาพงานเท่ากัน)

ปัญหาของนักศึกษาคือการที่คิดว่างานจะต้องใช้เวลานาน เสียเวลาไปกับการหาแรงบันดาลใจหรือสะสมข้อมูลในช่วง 6 วันแรก สาเหตุของผลข้างต้นนี้มาจากการมองเห็นปลายทางของงานที่ต้องทำไม่ชัดเจน เพราะถ้าเห็นอย่างชัดเจนก็จะรู้ทันทีว่างานชิ้นที่ได้รับมอบหมายนั้นต้องการวัสดุ อุปกรณ์ วิธีการทำอะไร อย่างไร เท่าไหร่ เห็นรายละเอียดของเส้นทางที่กำลังเดินไปเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนด

การเห็นภาพชัดเจนที่ว่ามานั้นจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ เป็นเรื่องที่ในวัยรุ่นอาจเอาชนะได้ยาก เพราะผกผันอยู่กับเวลาและการสร้างโอกาสให้ตัวเอง แต่สร้างทางลัดได้ด้วยการสร้างประสบการณ์จำลองผ่านอินเทอร์เน็ต กระบวนการนี้ทำให้คุณสามารถสะสมประสบการณ์เหมือนหยอดกระปุกได้เร็วมากขึ้น ถ้าตั้งใจมาก ความรู้จะตามเท่าทันคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญได้

กดปุ่ม

ทั้งหมดที่พูดมาเรียกว่าปุ่ม เป็นปุ่มกดสตาร์ทแล้วเดินหน้า พอมีการติดตั้งทัศนคติอย่างที่กล่าวไปทั้งหมดข้างต้นเหมือนระบบปฏิบัติการ  ทุกคนสามารถโตได้เลยทันที ซึ่งปุ่มกดที่ว่านี้บางคนอาจรู้อยู่แล้วไม่ยอมกด กลัวจะต้องโต กลัวจะต้องเหนื่อย ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นคุณต้องโตเร็วกว่าที่คุณคิด เพราะทุกอย่างบนโลกนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก

การเริ่มก่อนได้เปรียบ ล้มก่อนได้เปรียบ อย่างน้อยก็เดินไปหกล้มบนเป้าหมาย

Connect the Dot

ถ้ากลับไปดูดีๆ ตั้งแต่ต้น ทุกคำถามนั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด กระบวนการนี้สามารถประยุกต์ได้กับบริบทอื่น เป็นนักออกแบบก็ต้องรู้จักสนใจในเรื่องอื่นอย่างการเมือง จิตวิทยา วิทยาศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม การตลาด พยายามสังเคราะห์และเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพราะการออกแบบบไม่สามารถยืนอยู่ได้ถ้าหากไม่สนในสิ่งอื่นๆ ที่จะมาเคาะประตูบ้านคุณ จะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร ในเมื่อเราออกแบบไปเพื่อรองรับสิ่งเหล่านั้น

กำแพงและเพดาน

อย่ากลัวที่จะออกจากคอมฟอร์ทโซน ทำลายกำแพงและเพดานที่เรามีเพื่อที่จะทะลุออกไปให้ได้เจอสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอ พิจารณาตัวเองว่ากรอบที่เรามี 4 ด้าน กรอบสูง กว้าง ยาวเท่านี้ เรามีความรู้เท่านี้ เราต้องบินอย่างไร ขยายกำแพงอย่างไร ถ้าหากเดินไปเจออีกสองห้องที่อยู่หลังกำแพงต้องทำอย่างไร

ดังนั้น ต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อเรื่องนี้ใหม่ เรียนรู้ที่จะผิดได้ การลงมือทำแล้วผิดบ้างนั้นเป็นเรื่องที่ดี ไม่จำเป็นต้องทำถูกตลอดเวลา อย่างน้อยเวลาที่ผิดไปแล้วก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ถูกคืออะไร การทำเต็มที่ ผิดพลาด แก้ไข ต้องจำไว้เป็นบทเรียนด้วย คนที่น่าสงสารที่สุดในโลกจึงเป็นคนที่ไม่มีบทเรียน ทำผิดแล้วจะทำให้เข้าใจ ถามอะไรไม่ต้องจำ-ตอบได้เลย นั่นคือการเชื่อมต่อจุด ประมวลผลเป็นวิธีคิดและทัศนคติในการใช้ชีวิต

ความสำเร็จออกแบบได้

ความสำเร็จแล้วจริงๆ ออกแบบได้

ไม่ใช่เรื่องของความโชคดี ในวันที่เราคิดว่าเราโตแล้ว เราจะรู้ว่าทุกอย่างจัดการได้หมด สังเกตดูว่าคนที่ประสบความสำเร็จในโลกวันนี้คือคนที่มีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่เขาเป็นหนุ่มสาว ไม่มีใครทำไปเรื่อยๆ แล้วประสบสำเร็จได้จริง วันที่เราเห็นเป้าหมายชัดเจน เราจะค้นพบว่าทำไมเราถึงไม่เริ่มทำตั้งแต่ปีที่แล้ว-สองปีที่แล้ว

เราทุกคนจึงต้องตระหนักถึงพลังที่มีอยู่ในการทำสิ่งนั้น เปรียบเหมือนการประกอบกล่องกระดาษ ทำไมเราจะทำลักษณะเดียวกับกับอนาคตของเราเองไม่ได้ คิดถึงอนาคตเหมือนคิดถึงการประกอบกล่อง ใช้มือประกอบขึ้นมา ใช้ความรู้ในการเข้าใจวัสดุ รู้จักการทำตลาด เข้าใจทฤษฎีสีและใช้งานอย่างถูกต้อง

คิดกับอนาคตเหมือนกับงานที่ทำได้ ก็ออกแบบอนาคตได้