กราฟิกไทย (Graphik TH)

Read it in Loop | Loopless

➜ การที่งานออกแบบหนึ่งจะได้รับสถานะผลงานคลาสสิกร่วมสมัย คงไม่ได้เกิดขึ้นจากการนิยามของนักออกแบบเพียงอย่างเดียว ฟอนต์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

Commercial Type เปิดตัวฟอนต์ Graphik ครั้งแรกในปี 2009 ด้วยรูปร่างหน้าตาของฟอนต์ที่มีความเรียบง่าย และความยืดหยุ่นในการใช้งานที่ถูกออกแบบให้มีชุดน้ำหนักถึง 9 ระดับ ประกอบกับเรื่องราวเบื้องหลังที่มาของแบบ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ Graphik ได้รับการจับตามองทันทีที่ออกสู่ท้องตลาด

Graphik เกิดขึ้นจากการความสนใจในสไตล์งานออกแบบกราฟิกแบบ Modernist โดยเฉพาะโปสเตอร์จากช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นอกเหนือจากองค์ประกอบอย่างภาพที่เรียบง่ายชัดเจนแล้ว ไทโปกราฟีก็เป็นอีกหนึ่งลักษณะเฉพาะของ Modernist ที่มักจะแสดงออกผ่านแบบตัวอักษร Sans Serif ที่ดูเป็นระเบียบ หนักแน่น สะอาดตา สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และหลายครั้งก็เรียบง่ายจนน่าประหลาดใจ ทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้คริสเตียน ชวาส์ท (Christian Schwartz) ไทป์ดีไซเนอร์ที่ถูกจัดว่ามีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน ตัดสินใจออกแบบ Graphik

ในช่วงที่งานกราฟิกส่วนใหญ่ในศตวรรษที่ 20 ถูกครอบครองพื้นที่โดย 3 ตัวพิมพ์ Sans Serif ที่โดดเด่นจากยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Helvetica, Univers และ Futura คริสเตียนกลับมุ่งความสนใจไปที่แบบตัวพิมพ์ Sans Serif ระดับรอง (B-list) ของยุคนั้น เช่น Plak, Folio  และ Neuzeit Grotesk ที่ล้วนเป็นแรงบันดาลใจเริ่มต้นสำหรับการออกแบบ Graphik โดยที่ไม่อิงอยู่กับประสบการณ์ของแบบตัวอักษรที่มีหน้าตาใกล้เคียงกันอย่าง Univers, Helvetica หรือ Futura ซึ่งเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกับผู้คนมากกว่า นอกจากนั้นเขายังต้องการให้ Graphik สามารถถูกนำไปใช้ในรูปแบบที่คล้ายกันได้โดยไม่ต้องนึกถึง Modernism เสมอไป

ในส่วนของรายละเอียดทางการออกแบบ Graphik น้ำหนักหนาได้รับแรงบันดาลใจจากแบบตัวอักษร Plak ของพอล เรนเนอร์ (Paul Renner) ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้เป็นตัวพิมพ์ไม้ขนาดใหญ่เท่านั้น และยังมีความเชื่อมโยงกับตัวหนาของ Futura แต่ต่างกันตรงที่ภาพรวมของ Futura นั้นมีรูปทรงที่กลมมนและมีเส้นตั้งที่หนามากกว่า ส่วนน้ำหนักที่ค่อนมาทางบาง Graphik กลับได้รับอิทธิพลจากคู่แข่งอื่นๆ ของ Futura, Helvetica และ Univers เช่น Neuzeit Grotesk, Folio, Recta และ Maxima โดยความเป็นจริงแล้วฟอนต์เหล่านี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ หากแต่ฟอนต์กลุ่มดังกล่าวมีรายละเอียดที่ถูกพยายามทำให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะ จึงมีความบกพร่องที่กลายมาเป็นสเน่ห์เมื่อผ่านกาลเวลามา

นับจากการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 จากวิสัยทัศน์ของคริสเตียนที่ต้องการผลักดัน Graphik ให้เป็นฟอนต์ที่มีครอบครัวขนาดใหญ่ รองรับหลายภาษาบนวิธีการที่สมเหตุสมผลต่อการใช้งานจริง สิบปีต่อมา Graphik ก็ได้โอกาสเกิดขึ้นเป็นภาษาไทย

Graphik TH และ Graphik TH Loop

เมื่อมองหาจุดเริ่มต้นของตัวภาษาไทยสำหรับนำเสนอตัวตนของ Graphik แนวคิดในการจับคู่กันของตัวอักษรจากสองภาษาจึงถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องแรกๆ สำหรับการจับคู่กันในเชิงโครงสร้างของฟอนต์ ตัวอักษรไทยแบบไม่มีหัวกับตัวละตินแบบไม่มีเชิงนั้นเข้าคู่กันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ส่วนการจับคู่กันในเชิงแนวคิดการฟื้นฟูฟอนต์ภาษาไทยหัวกลมคลาสสิกร่วมสมัยดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและน่าสนใจมากกว่า ประกอบกับการวิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมของอักขรศิลป์ในประเทศไทย ที่ค่อนข้างเป็นอนุรักษ์นิยมและเคลื่อนตัวช้า จึงเป็นที่มาของการกำหนดแบบภาษาไทยสำหรับ Graphik ให้มีทั้งตัวแบบมีหัวและแบบไม่มีหัว โดยแบ่งแยกการใช้งานตามคตินิยมสำหรับผู้ที่ต้องการทางเลือก

ประเด็นถัดมาคือการวางแนวคิดในการออกแบบโดยเน้นเรื่องปรับความสมดุลของเท็กเจอร์ให้มีความเข้ากันระหว่างตัวอักษรไทยทั้ง 2 แบบกับละตินเมื่อใช้งานร่วมกัน โดยคำนึงถึงการใช้งานทั้งในลักษณะของการเป็นตัวพาดหัวและตัวเนื้อความขนาดยาว ทั้งในพื้นที่หน้ากระดาษเดียวกันหรือแยกกันโดยสิ้นเชิง

ในส่วนของกายภาพของอักษรไทยแบบไม่มีหัวแทบจะไม่ต้องปรับตัวมากนักเพราะโครงสร้างโดยรวมค่อนข้างกลมกลืนกับละตินอยู่แล้ว แต่ก็มีจุดเด่นที่เกิดขึ้นเมื่อแปลงลักษณะบางอย่างมาใช้กับตัวอักษรไทย เช่น พยัญชนะ พ และ ผ ที่มีเส้นทแยงภายในบรรจบกันในลักษณะปลายแหลม แทนที่จะเป็นปลายตัด 90 องศาตามแบบทั่วไปความหนาบางของเส้นแบบ ขึ้นเบา ลงหนัก ที่เป็นพื้นฐานของการลากเส้นเขียนตัวอักษร

ส่วนแบบหัวกลมของ Graphik ภาษาไทยนั้นเกิดขึ้นด้วยความพ้องกับแนวคิดฟอนต์อนุภาค หนึ่งในฟอนต์ขึ้นชื่อของ คัดสรร ดีมาก จึงทำการออกแบบโดยหยิบยืมภาพจำดังกล่าวมาใช้แต่ปรับปรุงรายละเอียดเรื่องพื้นที่หัวกลม ซึ่งเป็นส่วนหลักของภาษาไทยในคลาสนี้และมีอยู่ในเกือบทั้งหมดของตัวอักษร ปัญหาคลาสสิกอย่างหนึ่งของตัวหัวกลมคือเรื่องขนาดและความหนาของเส้นที่ม้วนเข้าหาเส้นตั้งเพื่อประกอบร่างเป็นหัวตัวอักษร ซึ่งจำเป็นต้องบางกว่าความหนาของเส้นตั้งเล็กน้อยและเพิ่มพื้นที่ว่างภายในหัวให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อสร้างความคมชัดให้กับหัวตัวอักษรเมื่อถูกใช้งานเป็นเนื้อความ

การตัดสินใจทางการออกแบบทั้งหมดที่กล่าวมา นอกจากจะสะท้อนรายละเอียดของตัวอักษรละตินแล้วยังเป็นไปตามขนบของแบบอักษรภาษาไทย คือมีทั้งแบบมีหัวและแบบไม่มีหัวสำหรับสื่อสารตามความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย Graphik TH พร้อมถูกใช้งานในขนาดใหญ่เป็นตัวพาดหัวเพื่อดึงความสนใจจากผู้อ่าน หรือใช้เป็นตัวเนื้อความขนาดเล็กเพื่อบรรจุข้อความขนาดยาว ลักษณะดังกล่าวทำให้ Graphik TH เป็นฟอนต์ที่ครอบคลุมการใช้งานในทุกมิติของกราฟิกดีไซน์และไทโปกราฟีในบริบทของภาษาไทย

แม้จะถูกออกแบบมาให้เป็นกลาง เป็นแบบตัวอักษรรสวานิลลาที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานหลายแบบ สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นพระเอกหรือพระรอง ความเจ้าบทบาทเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ความกลางหรือรสวานิลลานี้มีกลิ่นเฉพาะตัวในที่สุด

 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความ Flagship Fonts โดย คัดสรร ดีมาก