ฮวงจุ้ยกับงานออกแบบ

Read it in Loop | Loopless

➜   ฮวงจุ้ยกับงานออกแบบดูเป็น 2 ศาสตร์ที่ไม่น่ารวมอยู่ด้วยกันได้ แต่จากประสบการณ์ทำงานในฐานะนักออกแบบที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยที่ยึดถือฮวงจุ้ยเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณางานออกแบบ รวมไปถึงกำหนดทิศทางการออกแบบด้วยในบางครั้ง

ก่อนที่เหล่านักออกแบบจะหัวเสียไปกับการสื่อสารที่ไม่ลงรอยกับลูกค้า ระหว่างหลักการออกแบบที่ส่วนใหญ่มีฐานคิดมาจากฝั่งตะวันตก เมื่อต้องปะทะกับศาสตร์ความเชื่อจากจีน จุดตัดตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราลองศึกษากันดูสักตั้งว่าฮวงจุ้ยคืออะไร? และทำไมลูกค้าชาวไทยจึงมีความเชื่อให้มากขนาดนั้น?

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของคนที่ยังไม่เคยศึกษาเรื่องราวของฮวงจุ้ยมาก่อนอาจคิดว่าเป็นแขนงหนึ่งของโหราศาสตร์และการพยากรณ์ แต่แท้จริงแล้วฮวงจุ้ยคือ “ศาสตร์ของการศึกษาสภาพแวดล้อม” ซึ่งมีประวัติความเป็นมาเนิ่นนานกว่า 4,000 ปี

คำว่า “ฮวงจุ้ย” ในสำเสียงจีนแต้จิ๋ว หรือ “เฟิงสุ่ย” (Feng Shui) ในสำเนียงจีนกลาง มาจากการผสมของคำ 2 คำ คือ “ฮวง” ที่แปลว่าลม กับ “จุ้ย” ที่แปลว่าน้ำ เกิดเป็นความหมายใหม่ที่แสดงถึงสภาพแวดล้อมอันมี “การไหลเวียน” เป็นแนวคิดพื้นฐาน ปราชญ์จีนโบราณเชื่อว่าโลกของเราเป็นที่ไหลเวียนของพลังงานที่เรียกว่า “ชี่” ซึ่งเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของชีวิตและสรรพสิ่ง

แนวคิดเรื่องชี่อยู่ภายใต้กรอบความคิดของพลังงานคู่ตรงข้าม (หยินหยาง) เมื่อมีร้อนก็ต้องมีเย็น มีมืดก็ต้องมีสว่าง คอยเปลี่ยนแปลง เกื้อหนุน ถ่วงดุลกันและกัน เพราะฉะนั้นชี่จึงเป็นพลังงานบวกและพลังงานลบปะปนกัน ผู้ที่ศึกษาเรื่องฮวงจุ้ยอย่างลึกซึ้งหรือที่เราเรียกกันว่า “ซินแส” จึงเป็นผู้มีความสามารถในการอ่านความเคลื่อนไหวของชี่เหล่านี้ และรู้ดีว่าจะเลือกตำแหน่งแห่งที่อย่างไรให้พลังงานบวกไหลเข้าและพลังงานลบถูกระบายออก ว่ากันว่าสิ่งนี้นี่เองที่ส่งผลต่อความสุขสบายของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่นั้นโดยตรง

ฮวงจุ้ยในยุคโบราณจึงถูกใช้ในฐานะการเป็นเครื่องมือค้นหาชัยภูมิที่เหมาะสมกับการสร้างเมือง แน่นอนว่าทำเลที่ดีย่อมนำมาซึ่งความได้เปรียบทางการเมือง การรบ และการค้า แต่ปราชญ์จีนกลับมองลึกไปกว่านั้น พวกเขาพบว่าแม้แต่คนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ดี กลับมี “ชีวิตดีๆ” ได้ไม่เท่ากัน หลังจากเฝ้าสังเกตธรรมชาติอย่างยาวนานเพื่อถอดรหัส พวกเขาพบว่าความลับดังกล่าวจากการเกื้อหนุนของพลังธรรมชาติที่มีไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ หรืออาจกล่าวได้ว่า หากผู้ใดต้องการจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป เพียงแค่ขยันขันแข็งอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ ต้องมีแรงส่งจากชี่ร่วมด้วย

ถ้าการเดินทางข้ามเวลาสามารถทำได้จริง และมีใครสักคนพาซินแสชาวจีนในอดีตมายังยุคปัจจุบันได้ พวกเขาคงประหลาดใจไม่น้อยที่ฮวงจุ้ยได้รับความนิยมแพร่หลายขนาดนี้ เพราะในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368 – 1644) ศาสตร์นี้เคยเป็นเคล็ดวิชาลับที่ทางราชสำนักจีนสั่งห้ามเผยแพร่ จะมีก็แต่คนในตระกูลปรมาจารย์เท่านั้นที่ได้รับสืบทอดเนื้อหา การเผยแพร่เคล็ดวิชาฮวงจุ้ยเริ่มต้นอย่างจริงจังในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644 – 1911) ก่อนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความที่ประเทศไทยนั้นมีการอพยพจากชาวจีนมาตั้งเต่ในอดีต เกิดเป็นพลเมืองชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากในปัจจุบัน ด้วยนิสัยชอบค้าขายเป็นที่หนึ่งทำให้กลุ่มธุรกิจใหญ่เกินกว่าครึ่งมีเจ้าของเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ฉะนั้นในการลงทุนทำกิจการที่ต้องมีสิ่งปลูกสร้าง ฮวงจุ้ยจึงเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวแปร ที่ทำให้การเสนองานของสถาปนิกและมัณฑณากรต่อลูกค้าจึงมีซินแสเข้ามาเป็นหนึ่งตัวละครสำคัญ

อันที่จริงแล้วหากไม่นับเรื่องฮวงจุ้ย ชาวไทยเราก็มีความเชื่อเรื่อง “โชคลาง” และ “ฤกษ์ยาม” เป็นทุนเดิม ดูได้จากการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ บวงสรวงเปิดกล้องละคร หรือการซื้อเลขมงคลในเบอร์โทรศัพท์หรือทะเบียนรถยนต์เพื่อเสริมดวงชะตา ความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคลใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนไทยอย่างแนบแน่น หากฤกษ์ยามนั้นสัมพันธ์กับเวลา (time) ฮวงจุ้ยก็สัมพันธ์กับพื้นที่ (space) ลองคิดดูเล่นๆ ว่าถ้าจัดการทั้ง 2 อย่างได้ครบถ้วน ความร่ำรวยจะหนีไปไหนได้?

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพิงความเชื่อ แม้ว่าความเชื่อของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่การเชื่อในอะไรสักอย่างก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่มีอยู่ในตัวทุกคน ยิ่งถ้าสิ่งๆ นั้นมีอำนาจหรือคุณค่าที่สูงส่งกว่าตัวเราด้วยแล้ว ความเชื่อนั้นก็ยิ่งล้ำค่าที่จะแอบอิง เพราะสามารถเกาะเกี่ยวหรือยึดเหนี่ยวได้ เชื่อแล้วสบายใจ เชื่อแล้วรู้สึกปลอดภัยกว่าไม่เชื่อ

เมื่อเอาใจไปวางได้ ความมั่นใจก็บังเกิด ทำให้กล้าคิด กล้าทำ กล้าลงทุน เพราะมีสิ่งค้ำจุนทางใจ ความเชื่อต่างๆ จึงส่งผลอย่างมากต่อ mindset ของผู้ประกอบการ และสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธในการคัดง้างกับหลักการออกแบบได้ด้วยเช่นกัน

ขณะที่โลกเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนรุ่นใหม่ถูกหล่อหลอมให้ต้องมี “ภาวะของผู้ประกอบการ” (entrepreneurship) หน้าตาและภาพลักษณ์ของกิจการจึงมีความสำคัญไม่แพ้ผลกำไร ดังนั้นผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่จึงต้องการโลโก้ที่เหมาะสมมาใช้เป็นภาพแทนตัวตนในโลกการค้า การปรากฏตัวของโลโก้ในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าบนป้ายกิจการหรือสภาพแวดล้อม หากผู้ประกอบการเชื่อว่าพลังเกื้อหนุนจากธรรมชาติและโชคลางจะครอบคลุมมายังสิ่งนี้ด้วยแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเลือกเชื่อความเห็นของซินแส

เมื่อมีความต้องการ (demand) การตอบสนองความต้องการ (supply) ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา บริการรูปแบบใหม่ที่ซินแสให้คำปรึกษาด้านโลโก้และเรขศิลป์จึงเกิดขึ้นและได้รับความเชื่อมั่นขึ้นทุกขณะ แม้ว่าจะยังมีข้อสงสัยมากมายถึงความถูกต้องและความสมเหตุสมผล

พอล แรนด์ (Paul Rand) นักออกแบบกราฟิกชาวอเมริกันผู้เคยออกแบบโลโก้ให้กับองค์กรชั้นนำมากมายกล่าวไว้ว่า “การออกแบบเป็นวิธีรวมเนื้อหาไว้ภายในรูปทรง การออกแบบนั้นเรียบง่าย แต่เพราะอย่างนั้นจึงละเอียดและซับซ้อน”

โลโก้เองก็เป็นเช่นนั้น แม้แต่องค์ประกอบพื้นฐานอย่างรูปทรงและตัวอักษรก็ยังมีระเบียบวิธี (method) และทฤษฎีต่างๆ ให้นักออกแบบคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นการลดทอนรูปทรงให้เหมาะกับสื่อที่นำไปใช้ การแฝงความหมายและคุณค่าด้านต่างๆ ของธุรกิจไว้ภายในภาพ จิตวิทยาในการเลือกสี หรือแม้แต่การออกแบบตัวอักษรให้สัมพันธ์กับบุคลิกภาพ ฯลฯ นี่คือสิ่งที่นักออกแบบใคร่ครวญก่อนนำเสนอโลโก้สักชิ้นต่อลูกค้า แน่นอนว่าทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยกรอบความคิดคนละแบบกับที่ซินแสใช้ตัดสินงาน

แม้จะมีเหตุผลสนับสนุนเพียงใด ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ประกอบการก็ยังเลือกที่จะฟังซินแส เพราะรูปแบบความสัมพันธ์ที่นำเสนอตนในฐานะ “ผู้ให้คำปรึกษา” มีสถานะทัดเทียมเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ประกอบการมากกว่า ในขณะที่นักออกแบบถูกนิยามให้เป็นเพียง “ผู้ให้บริการ” ซึ่งจัดเป็นแรงงานอีกประเภทในเศรษฐกิจสร้างสรรค์เท่านั้น เมื่อถูกพิจารณาด้วยสถานะที่ต่ำกว่า ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ปัญหาชวนปวดหัวอย่างการต้องคอยแก้งานให้ตรงตามความพอใจของลูกค้าที่เชื่อซินแสจึงเป็นเรื่องที่นักออกแบบต้องพบเจออยู่บ่อยครั้ง

อันที่จริงแล้วสิ่งนี้อาจแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีนำเสนอตนเองของนักออกแบบให้มีฐานะเป็นผู้ให้คำปรึกษาให้มากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการเพิ่มความเข้าใจเรื่องธุรกิจและลดอคติที่มีต่อความเชื่ออื่นลง เพราะความจริงที่ว่าการออกแบบนั้นไม่มีถูกผิดตายตัว จะมีก็แต่สิ่งที่เหมาะสมมากกว่าหรือน้อยกว่าเท่านั้น สิ่งนี้จะได้รับการพิสูจน์เมื่อผ่านระยะเวลาและการใช้งานร่วมกับผู้คน

ความเชื่อส่วนบุคคลเป็นเรื่องละเอียดและอ่อนไหว หากไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อของผู้ประกอบการได้ นักออกแบบก็อาจต้องพิจารณาสิ่งนี้ใหม่ในฐานะ “เงื่อนไข” หนึ่งในการออกแบบเช่นเดียวกับหลักการอื่นๆ ที่ตนยึดถือ การพยายามทำความเข้าใจกับความเชื่อที่แตกต่างเป็นสิ่งที่ควรมีในตัวทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพใด เช่นเดียวกับ “การเคารพ” และ “การรับฟังกันด้วยเหตุผล” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ นักออกแบบ ซินแส หรือใครก็ตาม