Kamolkarn Kosolkarn
Kamolkarn Kosolkarn
  • Writer: Jennifer Kennard
  • Translator: Kamolkarn Kosolkarn
  • Cover Design: Namsai Supavong

เรื่องราวของเพื่อนเรา… เจ้าตัวอ้วน (ตอนที่ 2)

Read it in Loop | Loopless

ต่อจากตอนที่ 1

เจ้าตัวอ้วนในยุคทันสมัย

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองเข้าสู่โลกทวีปยุโรปและอเมริกา ปฏิกิริยาเชื้อเพลิงเปลี่ยนจากกลุ่มคนที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างศิลปิน นักเขียน หรือนักวิจารณ์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจ  และทำตัวเป็นกบฏต่อต้านวัฒนธรรมหลักและการปฏิวัติอุตสาหกรรม ไม่มีที่ไหนที่จะเคลื่อนที่เข้าสู่ยุคทันสมัยใหม่ได้มากไปกว่าการประกาศโฆษณา การออกแบบปกหนังสือ และศิลปะสิ่งพิมพ์ที่รุ่งเรืองอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 20 ค่ายฟอนต์ต่างตอบรับด้วยการเปิดตัวแบบตัวอักษรไม่มีหัวแบบใหม่ๆ อย่าง Bernhard Gothic, Agency Gothic, Gill Sans, Futura และ News Gothic

แฟตเฟซหรือแบบอักษรตัวหนาก็เข้าร่วมสนามนี้ด้วยเช่นกันและปรากฏตัวชนิดที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย ด้วยการเปิดตัวจากค่ายฟอนต์สัญชาติเยอรมัน Stempel ในปี 1923 (Ratio Modern Extra Bold) ค่ายฟอนต์จากฝรั่งเศส Deberny & Peignot ในปี 1925 (Sphinx) American Type Founders ในปี 1928 (Ultra Bodoni) Linotype ในปี 1929 (Poster Bodoni) และ Monotype ในปี 1931 (Falstaff) จะเห็นได้ว่าแบบตัวอักษรตัวหนานั้นดึงดูดความสนใจได้ในระดับนานาชาติ

แบบอักษรตัวหนาขนาดใหญ่นั้นไม่ถูกใช้งานอย่างเป็นพิเศษเพื่อเรียกร้องความสนใจอย่างรุนแรงในการดิสเพลย์เป็นชื่อเรื่องอีกต่อไป แต่ถูกใช้อย่างสมเหตุสมผลในฐานะแบบตัวอักษรที่เป็นส่วนเนื้อหาหรือขนาดเล็กแต่ยังอ่านได้ในฐานะองค์ประกอบเชิงดีไซน์ โดยธรรมชาติของแบบตัวอักษรนั้นควรจะสามารถส่งเสียงดัง ฉูดฉาด และเห็นได้ชัดเจน หรือจะส่งเสียงพูดอย่างเบาแต่ยังสื่อสารให้เห็นถึงความสวยงามได้ เหมือนกับการปรุงรสชาติให้กับอาหารที่จืดชืด แบบตัวอักษรตัวหนานั้นเพิ่มเติมลักษณะเฉพาะและรสชาติให้กับงานออกแบบที่เรียบง่าย

จากตัวอย่างทั้งสองภาพนี้คือการใช้งานแบบตัวอักษรตัวหนาจากแคทตาล็อค Deberny & Peignot ในปี 1925 (ที่มา: Musée de L’Imprimerie Lyon)

ตัวอย่างการใช้งานแบบตัวอักษรตัวหนาของทอร์น ที่ใช้ในวารสารอวองการ์ดจากประเทศเช็กเกีย Czech Avant-Garde ในปี 1934 และ 1935 โดยใช้เป็นตัวพิมพ์เล็ก โดยนักออกแบบได้ใช้ประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ทั้งเป็นชื่อเรื่องและเนื้อหาดังที่เห็นในตัวอย่างแรก (ที่มา: หนังสือ Modernism 101 Rare Design Books)

ปกปฏิทินจากปี 1932 ด้วยแบบตัวอักษร Normande ออกแบบโดย เฮอร์เบิร์ท เบเยอร์ (Herbert Bayer) ออกแบบให้กับค่ายฟอนต์ Berthold (ที่มา: Mikey Ashworth)

โบรชัวร์โปรโมตในปี 1939 ออกแบบโดย เฮอร์เบิร์ท เบเยอร์ ใช้แบบตัวอักษร Ultra Bodoni (ที่มา: ศูนย์การศึกษาเฮิร์บ ลูบาลิน Herb Lubalin Study Center)

หน้าปกนิตยสาร PM ในปี 1939 ที่ออกแบบโดย เฮอร์เบิร์ท เบเยอร์ เลือกใช้แบบ Ultra Bodoni สิ่งพิมพ์เล่มนี้แสดงให้เห็นถึงจุดเด่น ตัวอย่างที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของการผลิตงานศิลปะกราฟิกที่มีคุณภาพและการออกแบบที่ร่วมสมัย (ที่มา: Display)

หน้าปกหนังสือแคตตาล็อคและโปสเตอร์สำหรับนิทรรศการ ออกแบบโดยศิลปินชาวอังกฤษ บาร์บารา โจนส์ (Barbara Jones) แห่งแกลเลอรี่ไวท์ชาเปล เป็นส่วนหนึ่งของงานเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งสหราชอาณาจักรในปี 1951 ตัวอย่างที่ดีทั้งสองตัวอย่างนี้ออกแบบและวาดภาพประกอบโดยโจนส์ เลือกใช้แบบตัวอักษรตัวหนามีเงาของทอร์น และแบบตัวอักษรตัวหนามีเงาสำหรับตกแต่งของทอร์นเช่นกัน (ที่มา: Quad RoyalMikey Ashworth)

หน้าปกหนังสือที่เขียนโดย อีเลน ลูสติก โคเฮน (Elaine Lustig Cohen) จากสำนักพิมพ์เมอริเดียน บุ๊คส์ กับการออกแบบที่มีลูกเล่นลายจุดจับคู่เข้ากับแบบตัวอักษรตัวหนาของโทโรว์กู้ดตัวเอียง (ที่มา: สก็อตต ลินด์เบิร์ก)

สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับแบบตัวอักษรของโทโรกูดที่นับเป็นเจเนอเรชั่นถัดมาของแบบตัวอักษรตัวหนากับแบบตัวเอียงสำหรับตกแต่งคือ Style 101 จากค่ายฟอนต์บรู๊ซ ที่ในภายหลังถูกเรียกว่า Bruce Roman and Italic แบบตัวอักษรนี้ยังถูกใช้สำหรับงานในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 อย่างเช่นหน้าปกหนังสือที่เห็นนี้ หนังสือ Svenska Aforismer ในปี 1951 และหนังสือ English Fairs and Markets (1953) ในภายหลังภาพประกอบวาดโดยบาร์บารา โจนส์ (ที่มา: Martin KlaschQuad Royal)

หนังสือ ABC book ของนักออกแบบสัญชาติอิตาลีอย่าง บรูโน มูนารี (Bruno Munari) ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1960 มูนารี เลือกใช้แบบตัวอักษร Normandia แปลความหมายใหม่จากแบบตัวอักษรตัวหนาในช่วงกลางศตวรรษแบบเดิม องค์ประกอบทำให้สมบูรณ์มากขึ้นด้วยภาพประกอบสุดขี้เล่นตลอดทั้งเล่ม (ที่มา: Artists’ Books and Multiples)

หน้าปกหนังสือที่ออกแบบอย่างเรียบง่ายโดย พอล แรนด์ ในปี 1962 แสดงให้เห็นความกล้าในการขยายขนาดตัวอักษรใหญ่ขึ้น สร้างความแตกต่างด้วย Ultra Bodoni (ที่มา: สก็อตต์ ลินด์เบิร์ก)

การออกแบบโลโก้ของ Monofil กับการเลือกใช้  ligature สำหรับบริษัทที่ต้องการพัฒนาสิ่งทอจากเส้นใยไนลอน ไม่ระบุผู้ออกแบบ (ที่มา: Marken und Signete, 1957)

เชื่อมต่อศตวรรษ

หลายครั้งที่แฟชั่นเดินทางมาแล้วก็ไป นับตั้งแต่การคิดค้นแบบตัวอักษรตัวหนาของทอร์นครั้งแรกในปี 1803 จนถึงการฟื้นฟูคืนชีวิตใหม่ในอีกหลายครั้งตามมา จากยุควิกตอเรียนถึงยุคสมัยใหม่ แบบตัวอักษรตัวหนาหรือแฟตเฟซนั้นได้รับการจัดการให้ถูกนำเสนอในรูปแบบใหม่ๆ อยู่สม่ำเสมอ ภายใต้การดูแลของนักออกแบบระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น เฮอเบิร์ท เบเยอร์, พอล แรนด์ และบรูโน มูเนอรี เป็นระยะเวลากว่าสองศตวรรษที่อิทธิพลและการเผยแพร่ของข้อความบนสิ่งพิมพ์นั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นคู่ขนาน และแน่นอนว่าย่อมได้รับการติดตามมา

ฟื้นคืนใหม่ แปลความใหม่ และก้าวไปข้างหน้า

สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อพิสูจน์ว่าสไตล์แฟตเฟซนั้นได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องนั้นก็คือ การเกิดขึ้นของแบบตัวอักษรตัวหนาดิจิทัลที่ได้รับการเปิดตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บ้างเชื่อว่าการฟื้นคืนชีวิตให้กับดีไซน์แบบเก่า บ้างคือการแปลความหมายใหม่ของประเภทไปอย่างสิ้นเชิง ผสมผสานไอเดียใหม่เหล่านั้นเข้ากับแบบตัวอักษรตัวหนาจากในอดีต

หมายเหตุ:

บทความนี้แปลจาก The Story of Our Friend, the Fat Face เขียนโดย เจนนิเฟอร์ เคนนาร์ด (Jennifer Kennard)