Kamolkarn Kosolkarn
Kamolkarn Kosolkarn
  • Writer: Anuthin Wongsunkakon
  • Writer: Kamolkarn Kosolkarn

Earth Citizen คนของโลก

Read it in Loop | Loopless

➜ วันนี้ที่ออฟฟิศถามผมว่า World Citizen มันต่างจาก Earth Citizen อย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคำว่า World และ Earth ในภาษาไทยแปลเราใช้คำเรียกเดียวกันว่าโลก แต่ความหมายแตกต่างกันแล้วแต่บริบท เราไม่ได้แยกเป็นสองคำแบบอังกฤษ Earth พูดถึงโลกในสภาพดาวเคราะห์ และการเป็นส่วนของจักรวาล World เป็นการพูดถึงโลกในลักษณะของกายภาพบ้างก็จริง แต่ก็ถูกใช้ในลักษณะของขอบเขตความคิดและขอบเขตทางอุดมคติต่างๆ ใกล้เคียงกับกรณี House และ Home ที่ไทยเราเรียกรวมกันว่า บ้าน ในทั้งสองสภาพนั่นเอง  

ความหมาย World Citizen หมายความว่าคนของโลก ขยายความคือ คนทุกคนในโลกใบนี้ล้วนเป็นประชากรเดียวกันไม่มีขอบเขตของประเทศ แปลไทยเป็นอังกฤษเพื่อคนไทยจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นคือ ไม่มีเชื้อชาติโน้นนี้ ละลายรวมกันเป็นประชากรหมวดเดียวกัน มีความรับผิดชอบต่อโลก(ทางกายภาพ)ใบนี้เท่าๆ กัน ส่วนคำว่า Earth นั้นหมายถึงโลกเมื่ออยู่ในบริบทที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ฉะนั้น Earth Citizen ก็จะหมายความว่า ประชากรมนุษย์ที่เป็นตัวแทนของดาวโลก ทำตัวดีไม่ขายหน้าใครในโลกนี้ก็เป็น Good World Citizen เป็นประชากรมนุษย์โลก รักดาวเคราะห์ดวงนี้ เป็นมนุษย์(จาก)โลกที่ดี ในก็คือ Good Earth Citizen 

….

ไม่ว่าจะน้อมรับหรือชิงชัง แต่คำว่า Melting pot ก็กลายเป็นค่ากลางที่ทุกคนคุ้นเคยกันเสียเเล้ว โลกในอนาคตอันใกล้จะมีมาตรฐานใหม่เป็น boarderless ซึ่งจะตามมาด้วยการเกิด rootless คือไร้รากเหง้า ไม่ผูกพันกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ในพื้นที่ เป็นคนอื่น และมีอัตลักษณ์ที่ลื่นไหล  

แนวคิดของการเป็นคนของโลกนั้นแท้จริงแล้วดูเหมือนว่าจะผูกติดกับความสามารถในการย้ายถิ่นที่อยู่ คุณอาจจะเป็นนักศึกษาทุนให้มหาวิทยาลัยต่างแดน เป็นเด็กเสิร์ฟในครัวร้านอาหารสักแห่ง เป็นคู่สมรสของใครสักคนจากอีกฟากโลก เป็นคนที่ได้ครอบครองวีซ่าทำงานหรืออยู่อาศัย เหล่านี้เป็นเพียงตัวเเทนของคนที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์และโลกที่ไร้พรมแดน คนของโลกเหล่านี้อยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “global-citizen bubble” โดยให้คุณค่ากับการตัดสินใจของตัวเองและการเดินทางไปยังดินแดนท้องถิ่นต่างๆ ที่มีความผูกพัน มากกว่าการมีแนวคิดผูกติดกับชาติใดชาติหนึ่งที่เป็นบ้านเกิด เลือกเข้าหาและลงหลักในคอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงความสนใจได้เเละรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่นั้นๆ  

World citizen จึงเป็นคนของโลกที่มีการสร้างข้อตกลงร่วมระหว่างประเด็นทางสังคมที่แชร์ระหว่างกัน สังคม การเงิน ระบบการศึกษา เเละารเมือง ซึ่งการเมืองก็เป็นการรบรากันระหว่างชาตนิยมและนานาชาตินิยม ชาติภูมินิย (nativist กลุ่มผู้นิยมความเป็นพื้นเมืองอย่างสุดโต่งโลกนิยม (globalist กลุ่มนักลงทุนข้ามชาติ)  ที่แต่ละฝั่งฝ่ายล้วนมีอำนาจในการกำหนดทิศทางของคุณภาพชีวิต พลเมืองโลกในวันนี้จึงเป็นเรื่องของการรู้จักรับความเสี่ยงเเละยอมรับการคิดต่าง ส่วนประชากรของโลก (Earth citizen) กว่าเจ็ดพันล้านคนนี้ก็ต้องมาร่วมกันรบราหรือหาหนทางในการจัดการทรัพยากรที่มี อาหาร น้ำ พลังงานที่ถูกใช้งานจากดาวดวงนี้ไปจนหมดในอนาคตเข้าสักวันหนึ่ง ทางออกอาจจะเป็นการสร้างนวัตกรรม ความร่วมมือ ความคิดสร้างสรรค์ ความถนัดข้ามสาขาเเละข้ามพรมเเดน ที่ทำให้การหมุนรอบจักรวาลของโลกใบนี้นั้นมีลมหายใจยาวนานไปอีกหน่อย 

 

 “If you believe you’re a citizen of the world, you’re a citizen of nowhere.”
ไม่ตัดสินใครด้วยคำว่าพวกเขา มีแต่พวกเราที่เป็นคนของโลก