แปรผันตรง

Read it in Loop | Loopless

➜  ตั้งแต่เราเปิด คัดสรร ดีมาก มาก็ร่วมจะสองทศวรรษเข้าไปแล้ว ผมก็มีโอกาสได้ทำงานกับทีมงานมากหน้าหลายตาที่ผ่านเข้ามา ยังคงอยู่และออกไป ลาไปเรียนต่อ บ้างก็วนกลับเข้ามา

เอาจริงๆ ลองถามทีมงานทุกคนได้เลยว่า ผมเองไม่เคยโกรธหรือฉุนเฉียวแบบมโหฬารเลยในเรื่องซีเรียสหรือความผิดพลาดในการทำงาน โดยทั่วไปคนที่ไม่ได้รู้จักผมดีพอ อาจจะแค่อ่านหนังสือเล่มนี้จากหน้าปกแล้วนึกทึกทักเอาเองต่างๆ นานาว่าเมื่อทำงานด้วยแล้วจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร มีสิทธิ์คิด เพราะก็สามารถคาดเดากันได้ตามการตั้งจิตใจ

ที่เกริ่นมานี้มิใช่อะไร อยากจะพูดถึงเรื่องเดียวที่ทำให้ผมฉุนเฉียวได้อย่างจริงจัง และทีมงาน คัดสรร ดีมาก หลายคนก็คงจำได้กันได้ดี เพราะจากที่ผ่านมานั้น มันเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ซึ่งผมคิดว่ามันควรจะทำให้มันเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย

รายละเอียดของเรื่องไม่ต้องไปพูดถึงว่ามีอะไรบ้าง เพราะไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญอะไรกับประเด็นของสิ่งที่กำลังจะพูดถึง เอาเฉพาะที่ปีกกาออกมาก็พอ ซึ่งก็คือการไม่รักษากรอบเวลาในการทำงานแล้วกลายเป็นความบกพร่องทำให้พลาดโอกาสที่ออกแบบมาและการลงทุนให้เกิดโอกาส

สำหรับผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก โอกาสมี 2 แบบ คือโอกาสที่เราลงทุนสร้างขึ้นมาและโอกาสที่มาด้วยโชคหรือเป็นผลจากการกระทำของเรา ส่งผลให้เกิดโอกาสซึ่งมาในเวลาที่เราอาจไม่ได้กะเกณฑ์ ทั้ง 2 ประเภททำงานกันอย่างต่อเนื่อง ส่งพลังงานให้กันจนบางทีก็แยกไม่ออกว่าโอกาสที่มาถึงตรงหน้าเป็นประเภทใดหรือมาจากต้นตอใดกันแน่ ส่วนที่เราอธิบายไม่ได้เราก็มองว่าเป็นโชค

ไม่ว่าจะเป็นโอกาสแบบไหนก็ตาม ผมมองว่าการทำงานและการเตรียมพร้อมเพื่อให้สบลงกับโอกาสที่ถูกเปิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับผมเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จเลยเสียด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะโอกาสที่เราต้องลงทุน ยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในงานสัมมนา โอกาสจากงานสัมมนามีมากกว่าการได้ฟังการบรรยาย คนทำธุรกิจไม่เป็นก็จะมองเห็นแค่ระนาบของการรับฟังความรู้ คนที่มีหัวคิดทางธุรกิจจะมองเห็นเรื่องการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ มองเห็นโอกาสในอีกระดับชั้น คนที่มีความเป็นเจ้าของกิจการก็จะมองเห็นลึกกว่านั้น เห็นว่ากลไกการเกิดขึ้นนี้สามารถนำไปสู่กิจการและการวางแผนเพื่ออนาคต จะเห็นว่าโอกาสหนึ่งเปิดไปสู่หลายโอกาสที่ตามมา อย่างเช่นการเกิดโอกาสในแบบที่สอง

เมื่อพลาดหน้าต่าง พลาดประตูของโอกาสจึงเป็นอะไรที่ชวนหงุดหงิดมาก เพราะเวลาและปัจจัยที่ลงทุนไปก็พลอยสูญเปล่า เมื่อเอาความเคืองที่หน้างานออกไป แล้วใช้สมองคิดให้รอบคอบเราจะพบว่า ปัจจัยเรื่องการเสียเงินนั้นมีขนาดเล็กกว่าปัจจัยเรื่องการเสียเวลาเป็นอย่างมาก

เวลาเป็นต้นทุนของทุกอย่าง เวลาที่เสียไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับคืนได้ โอกาสที่เสียนอกจากเงินแล้วเราต้องใช้เวลาในการสร้างโอกาสขึ้นมาใหม่ ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้ผมหัวเสียและสามารถฉุนเฉียวขึ้นมาได้เลยจากการทำงานก็คือสิ่งนี้ เรื่องที่ว่าทำไมพลาดหน้าต่างพลาดประตูของโอกาส ในแต่ละกรณีมันก็มีเหตุผลและรายละเอียดที่รวบรวมออกมาทำให้ผลออกมาเป็นการพลาด

การใช้เวลาเพื่อทำสิ่งใดให้ดีก็เป็นสิ่งที่ดี ผมจะบอกกับทีมเสมอว่า ต่อให้โอกาสดีแค่ไหน แต่ถ้าหากมาช้า มาผิดเวลา หรือแม้แต่มาก่อนเวลาเกินไป มันก็คือสิ่งที่พลาดหน้าต่างพลาดประตูของโอกาสดังกล่าว ไม่มีประโยชน์ หากมาก่อน เราไม่พร้อมรับ หากมาช้า หมายถึงโอกาสปิด

โอกาสทั้ง 2 ประเภทสร้างได้ ถ้าเราสร้างปัจจัยที่จะสร้างให้เกิดโอกาส โอกาสประเภทที่สองจะเกิดขึ้นกับเราได้บ่อยครั้งและมันก็จะทยอยมาตามพลังงานจลน์ที่เราได้สร้างไว้

คนเราทำพลาดกันได้ เอาเข้าจริงเราก็มีโอกาสที่เราพลาดนับไม่ถ้วน ทั้งที่รู้ตัวเลยเสียดายและทั้งที่ไม่รู้ตัวเสียเลยด้วยซ้ำว่ามันได้ผ่านไปแล้ว เพราะหลายครั้งมันก็อยู่ตรงหน้า แต่เราไม่มีทักษะชุดที่จะทำให้มองเห็น

เวลาไม่ได้อยู่ข้างเราเสมอไป เวลาเป็นต้นทุนที่มีค่าสูงมาก เวลาเป็นต้นทุนในการสร้างโอกาส เป็นสกุลเงินชนิดหนึ่งที่มีอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้นเรื่อยๆเมื่ออายุเรามากขึ้น โอกาสเป็นเหมือนช่องทางเข้า บางทีก็เป็นทางลัดที่ไม่อยู่กับที่ตลอดไป เคลื่อนตัวและปิดตัวลงได้ในวันหนึ่ง หลายๆโอกาสก็เปิดช่องเล็กๆ แค่ครั้งเดียวช่วงสั้นๆในชีวิต

ถ้าถามผมว่าเรื่องอะไรที่ผมพูดในพื้นที่ของการทำงานที่ คัดสรร ดีมาก มากที่สุดและพูดได้บ่อยที่สุด ก็น่าจะเป็นเรื่องนี้ มันยังคงทำให้ผมหงุดหงิดได้เสมอขึ้นอยู่กับขนาดของมัน ทั้งๆ ที่อยากให้มันเป็นครั้งสุดท้ายในทุกครั้ง แต่ก็ต้องใช้ทุกวิถีทางไม่ให้ขยายขนาดเป็นความโกรธล้างผลาญ เพราะผมอยากให้ทุกคนในทีมตระหนักเรื่องนี้ เนื่องจากมันเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากข้างใน ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงถาวร ใช้ได้ตลอดไม่จำกัดในวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง ใช้ได้ทั้งกับปัจเจก องค์กร ธุรกิจ ไปจนถึงประเทศ

เพราะเช่นนี้ ผมจึงไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในการเสียเวลาเนิ่นนานในการจัดการกับอะไรๆ ที่ไม่สมเหตุผลกับเวลา ถ้าเราเสียเวลามานานมากแล้ว เราควรจะรู้ด้วยว่าโอกาสมันก็วิ่งผ่านเราไปเรื่อยๆ อย่างไม่ใยดี

ข่าวดีก็คือช่วงที่โอกาสจะวิ่งผ่านมาได้ชุกชุมที่สุด เป็นช่วงเวลาที่เวลายังอยู่ข้างคุณ ซึ่งก็คือช่วงอายุ 20 ถึง 35 การมองให้เห็นช่องโอกาสและส่งพลังงานบวกของคุณออกไปพยายามให้ลงช่องนั้นๆ ในช่วงที่ยังไม่มีหน้าต่างโอกาสเปิดให้เห็น ก็ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในการจ่ายพลังงานออกไปให้เกิดโอกาสในอนาคต จริงอยู่ที่โอกาสมาเรื่อยๆ ตลอดชีวิต แต่คำถามสุดท้ายคือ เวลาอยู่ข้างคุณหรือเปล่า?