Promphan Suksumek
Promphan Suksumek
  • Writer : Promphan Suksumek
  • Cover Design: Promphan Suksumek

เรียกตามที่เป็น

Read it in Loop | Loopless

➜ มักจะเกิดการตั้งคำถามและข้อถกเถียงเกี่ยวกับที่มาของแบบตัวหนังสือเสมอๆ ว่ามีที่มาหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากแบบตัวหนังสือเก่าจากในอดีตหรือไม่ ซึ่งสองสิ่งอย่างการได้รับการอนุญาตทำใหม่อย่างเหมาะสมเมื่อถึงเวลาและได้รับการอ้างอิงที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างใส่ใจในรายละเอียด ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างความซื่อตรงต่อแบบต้นฉบับ ความถูกต้องของแบบ ที่เกี่ยวโยงแสดงให้เห็นถึงช่วงยุคสมัย รวมไปถึงข้อดีและข้อเสียของ “การปรับปรุง” หรือ “การนำมาทำใหม่” ของแบบเก่า ก็ล้วนเป็นเรื่องที่สามารถคุยถกกันได้ไม่รู้จบ และเป็นเรื่องที่ชาวนักออกแบบมักจะรู้กันดี

ในทางหนึ่ง มีกลุ่มนักออกแบบที่เปิดใจรับรู้ ยอมรับ และยินดีอธิบายถึงที่มาที่ไป รวมถึงว่าได้รับแรงบันดาลใจมาอย่างไรบ้าง เปิดกว้างเพื่อรับข้อวิพากษ์เพราะใส่ใจเรื่องจริยธรรมในการนำมาสร้างงานส่วนตัว ในขณะที่ก็จะมีกลุ่มนักออกแบบอีกกลุ่มที่ละเลยการอ้างอิง หรือแย่ไปกว่านั้น คือหลบเลี่ยง และยังแสร้งทำว่า ผลงานนั้นเป็นงานที่ไม่ที่มาที่ไป มาจากที่อื่น และถือตนเป็นเจ้าของผลงานซะเอง

 ผู้คนอาจจะตั้งคำถามว่า “แล้วมันไม่มีเส้นทางที่ทำได้สำหรับการทำสิ่งนี้เลยหรอ?” ผมเชื่อว่ามี และที่จริงแล้ว ผมว่ามันมีหลายทางเลยด้วย

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจความแตกต่างของคำว่า plagiarism หรือการขโมยงาน (มักจะถูกจัดเข้าอยู่ในพวก ‘สิ่งที่ไม่ดี’) และ preservation หรือการอนุรักษ์งาน (มักจะถูกจัดเข้าอยู่ในพวก ‘สิ่งที่ดี’) กันก่อน เราต้องมองไปถึงเจตนาที่หลากหลายนั้น ว่าแบบตัวหนังสือใหม่ได้กลายแบบมาจากตัวหนังสือเก่าอย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายวิธี ทั้งการวางโครงหรือเขียนเล่าขั้นตอน ก็มักจะเป็นวิธีนึงที่จะช่วยให้คนทั่วไปเข้าใจที่มาที่ไปในการพัฒนาแบบของเราได้ และลดความเข้าใจผิดในขั้นตอนหรือวิธีการนำแบบเก่ามาทำใหม่ (Revivalism)

การซื่อตรงต่อแบบในการนำแบบเก่ามาสร้างใหม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ว่านักออกแบบ ออกแบบให้ตัวหนังสือเก่าให้กลับมาใช้งานได้เพียงเท่านั้น แต่รวมไปถึงการกล่าวถึงแหล่งอ้างอิงที่มาที่ไปของแบบ ที่ตัวนักออกแบบเองหรือผู้ที่นำแบบไปเขียนถึงหรือเผยแพร่ จำเป็นจะต้องเอ่ยถึงด้วยเช่นกัน

ถ้าข้อความโฆษณาตัวหนังสือ หรือบทความที่นำเสนอแบบตัวหนังสือละเลยการพูดแหล่งอ้างอิง ไม่ว่าจะด้วยความหละหลวมหรือจงใจ มักจะก่อให้เกิดข้อโต้แย้ง ในทางกลับกัน ถ้าแบบของตัวหนังสือเก่าที่ถูกนำมาสร้างใหม่นั้น สามารถแสดงคุณค่าและจุดยืนถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของตัวเองได้อย่างชัดเจน ก็มักจะได้การต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเหล่านักประวัติศาสตร์ด้านตัวอักษร (Type historians) ในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งการนำแบบเก่ามาทำใหม่ (The world of revivals) โดยที่ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการออกแบบที่แปรรูปงานผลงานเก่าเพียงเพราะมันแค่เก่า

นักโบราณคดีมักจะมองประวัติศาสตร์ของตัวอักษรในมุมมองที่ต่างออกไปจากนักออกแบบตัวอักษรหรือ นักวิจารณ์ทั่วไป นี่เคยเป็นหัวข้อที่ถูกนำมาพูดถึงในงานสัมมนา Association Typograhique Internationale (ATypI) ที่กรุงโรม โดยคุณ พอล เอฟ. เกล (Paul F. Gehl) ซึ่งเป็นทั้งนักประวัติศาสตร์ และผู้ดูแลคอลเล็กชั่นของประวัติศาสตร์อักษร ประจำอยู่ที่ห้องสมุดไลแบร์รี (Newberry Library) ณ เมืองชิคาโก 

ในหัวข้อนั้น เกลได้พูดถึง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอักษร (Type experts) (ผมว่าควรจะเพิ่มรวมไปถึงนักโปรโมทอักษรต่างๆ ที่มีอิทธิพล (Type promoters) ในกลุ่มด้วย) มักจะเป็นที่รู้กันว่าชอบให้คำอธิบายในลักษณะที่คลุมเครือและบ้างก็ใช้ชื่อเรียกที่ผิดเพี้ยน บริษัทโมโนไทป์ (Monotype) ได้เปิดตัวชุดตัวอักษรชื่อ Bembo ในปีค.ศ. 1929 ซึ่งเป็นการนำแบบเก่ามาสร้างใหม่ โดยมีที่มาจากตัวอักษรโรมันชุดแรกของ Aldus Manutius ราวๆ ปีค.ศ. 1495 เปิดโอกาสให้สแตนลี่ มอริสัน (Stanley Morison) ผู้ให้คำปรึกษาและดูแลในส่วนของแบบ ณ เวลานั้น ได้สร้างความบิดเบือนคุณลักษณะของ Bamboo รวมไปถึงชุดตัวหนังสืออื่นๆ ที่มีที่มาจากแบบเก่าในประวัติศาสตร์ ในช่วงยุค 1920s จากคำเล่าของเกล “มอริสันยืนยันที่จะเรียกชุดตัวหนังสือใหม่ของเขาในช่วงยุค 1920 ว่าเป็นการนำตัวเก่ามาสร้างใหม่ ด้วยวิธีถอดแบบที่ใกล้เคียงของเดิมราวกับการหล่อแบบเก่าออกมา (recutting) โดยทั้งที่จริงแล้วตัวหนังสือชุดใหม่นั้นถูกปรับปรุงรูปโฉมหน้าตาให้เปลี่ยนเป็นคนใหม่ เหลือเค้าโครงไว้เพียงแค่เรียกได้ว่ามี “แรงบันดาลใจ” จากประวัติศาสตร์เพียงเท่านั้นจะดีกว่า (…, when in fact most of them were beautiful new types inspired by handsome old ones.) 

การชี้จุดสังเกตนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งวงการของนักวิจารณ์ตัวอักษร (Type reviewer) ถึงความถูกต้องแม่นยำที่แฝงมาในรูปแบบของความสำคัญในการเลือกใช้ภาษา (semantic)  

การใช้คำว่า หล่อตัดใหม่ หรือ recutting นั้นควรเป็นคำที่หมายถึงการแสดงความซื่อสัตย์ต่อแบบเก่าที่นำมาสร้างใหม่ ในมุมที่ถ้ามันถูกหล่อและนำมาตัดใหม่ตามหลักวิธีของการหล่อตัวหนังสือที่จะนำไปใช้บนแท่นพิมพ์  แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำในปัจจุบัน การหล่อและสร้างใหม่ในความหมายที่ตรงตัวเลยนั้น หมายถึงในสมัยก่อน เราจะตั้งต้นด้วยการใช้วัสดุและการผลิตตัวอักษรแบบหล่อโลหะและนำมาตัดแต่งเป็นตัวหนังสือ เพื่อนำไปใช้บนแท่นพิมพ์ ในปัจจุบันคำว่าหล่อตัดใหม่นั้นถูกใช้เพราะเราใช้กันจนชิน แน่นอนว่าในปัจจุบัน ไม่มีการหล่อหรือตัดอะไรขึ้นมาในการออกแบบตัวหนังสือยุคดิจิทัล หากเป็นเพียงการกล่าวถึงการนำตัวหนังสือแบบเก่าที่เป็นที่นิยมมาสร้างใหม่เพียงเท่านั้น

เมื่อพูดถึงสื่อดิจิทัล สื่อที่ไม่อาจจับต้องได้จริง เป็นรูปแบบของเครื่องมือสื่อสารที่ไม่สามารถจับต้องได้ สิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้เป็นเพียงแบบจำลองของผิวกระดาษของงานที่ปรากฏการแกะตัวอักษรในขนาดจริง ทำได้ทีละน้ำหนัก แล้วนำมาเรียงพิมพ์แบบกลับด้านเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ทำบนแท่นพิมพ์โลหะของช่างฝีมือในสมัยก่อน ในยุคดิจิทัลปัจจุบันนั้น ไม่ต้องมีการแกะเหล็กตัดแต่งส่วนเกินออกไป เราขัดเกลาแบบของเราด้วยเส้นคอนทัว (contours) ดังนั้นจะเห็นว่าคำว่า “digital recutting” จึงเป็นเพียงแค่การนำชื่อมาใช้ในเชิงเปรียบเปรยเท่านั้น 

แต่อย่าปล่อยให้เพียงแค่ข้อกำหนดทางภาษามาบังคับการอธิบายบุคคลิกของตัวหนังสือในยุคดิจิทัล ในการนำแบบเก่ามาทำใหม่นั้น การใช้คำอธิบายด้วยคำในจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบคลุมพอที่จะอุดรูรั่วด้านต่างๆ ช่วยป้องกันการเข้าใจผิดที่จะเกิดตามมาได้ เรายังต้องการระบบการตั้งชื่อ การตั้งคำ สำหรับยุคดิจิทัลเพื่อมาแทนที่คำที่ตกยุค ตกความหมาย ไม่ชัดเจน หรือไม่คลอบคลุมการกระทำในยุคปัจจุบัน ปฏิวาทะ (Oxymorons) ที่เเปลว่ารูปแบบของคำ ภาษา หรือสำนวนที่ใช้ถ้อยคำที่ขัดกัน ตัวอย่างเช่น “digital punchcutter” และ “digital type foundry” ซึ่งเป็นคำเดิมที่คุ้นหูในตลาด แต่เพิ่มคำกำกับความว่าเป็นยุคดิจิทัลเสริมเข้ามา มันฟังแล้วดูดีกว่าการที่ไม่มีอะไรเป็นตัวชี้วัดว่าตอนนี้เรากำลังพูดถึงมันในบริบทไหน 

เช่นเดียวกับการใช้คำว่า “รีไววัล (Revival)” ในการอธิบายชุดตัวหนังสือที่นำแบบตัวหนังสือเก่าที่เป็นที่นิยม และไม่ตกยุคมาทำใหม่ให้ใช้ได้อีกครั้งในสื่อยุคปัจจุบัน เรียกกำกับการกระทำนั้นว่า “ดิจิทัล รีไววัล (Digital revival)” เพื่อให้เราได้รับรู้ว่า คำว่ารีไววัลนั้นเกิดขึ้นมาในช่วงยุคก่อนดิจิทัล ซึ่งนั่นก็คือในช่วงยุคแท่นพิมพ์โลหะ (metal type) นั่นเอง การรีไววัลนั้นเป็นการทำให้ตัวพิมพ์เก่านั้นกลับมามีชีวิตใหม่ ให้เราได้ใช้มันอีกครั้ง ไม่ใช่การนำตัวหนังสือที่ใช้งานกันได้อยู่ปกติในปัจจุบันไปทำใหม่ เกลยังได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “เราควรมาตัดสินใจร่วมกันดีกว่า ว่าจะไม่เรียกวิธีการแปรรูปตัวหนังสือเก่าเหล่านั้นว่า “reproductions (การผลิตซ้ำ)”, “recuttings (การตัดหล่อใหม่)” แม้กระทั่ง “re-designs (การออกแบบใหม่)” ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจจะทำแค่นั้นจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะผลิตชุดตัวหนังสือเก่าขึ้นมาใหม่ โดยพยามคงรูปแบบและหน้าตาที่เหมือนเดิมเอาไว้

เกลยังได้ให้ข้อคิดต่อไปว่า “ในอาชีพของผม ในฐานะของนักสะสม ผมมักจะได้เจอกับนักออกแบบ คณาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา ทุกวันนี้สิ่งที่ผมมักจะพูดคือ ผมไม่ได้มองพวกคุณในฐานะนักจัดเรียงตัวอักษร (typographers) และนักเขียนถึงตัวอักษรต่างๆ ว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งที่ผิด แต่ผมอ่านงานจากสิ่งที่ช่างออกแบบหรือช่างศิลป์ รวมไปถึงนักเรียนนักศึกษาสาขาวิชาออกแบบได้ทำขึ้น จากสิ่งที่พวกคุณทำไว้ หรือเขียนไว้ต่างหาก” 

 จากทั้งหมดนี้ก็จะเห็นว่า การที่เราให้คำอธิบายเพิ่มเข้าไปนั้นเป็นสิ่งที่พึงจะทำ และช่วยให้คนอื่นอ่านงานของเราได้ง่ายขึ้น ข้างล่างนี้คือคำอธิบายของผม ผมแบ่งการออกแบบในลักษณะนี้ออกเป็นสองจำพวกใหญ่ๆ อันแรกคือการออกแบบที่เป็นไปตามต้นแบบเก่าอย่างใกล้เคียงที่สุด และอย่างที่สองคือออกแบบตามต้นแบบเก่าอย่างหลวมๆ  

Revivals/ Recuttings/ Reclamations 

เป็นไปตามต้นแบบอย่างตรงไปตรงมา (แบบอักษรที่นำมาจะเป็นแบบที่ใช้บนแท่นพิมพ์โลหะหรือตัวอักษรหล่อตัดมือ (hand-cut punches) สำหรับการใช้งานทั้งเชิงพาณิชย์และไม่ใช่ อนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์และหน้าตาของตัวอักษรต้นแบบเป็นหลัก เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่นักศึกษาด้านตัวอักษรต่อมา

Anthologies/ Surveys/ Remixes

                  เป็นลักษณะการออกแบบให้เห็นภาพรวม ให้เห็นลักษณะเด่นของตัวอักษรชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือลักษณะเด่นของแบบของช่างศิลป์คนใดคนหนึ่ง (เพิ่มเติมโดยผู้แปล – ช่างศิลป์หนึ่งคนอาจจะหล่อตัดหลายชุดตัวอักษร อาจจะมีความเป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะติดมา) เหมือนกับการรวมสรุปภาพรวมให้เห็นเป็นตัวอย่าง มากกว่าการที่ทำอย่างเจาะจงเฉพาะชุดใดชุดหนึ่งขึ้นมา 

Knockoffs/ Clones/ Counterfeits

                  มีที่มาจากการมองเห็นลู่ทางความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ (ไม่ว่าจะด้วยวิธีหรือช่องทางไหน) นำเข้ามาเสริมที่หลัง ในช่วงที่ตลาดยังไม่อิ่มตัวจากแบบ ก็คือมาจากการลอกแบบที่ถูกนำมาทำใหม่มาอีกที ชุดตัวอักษรเหล่านี้มักจะถูกเรียกกันว่าฟอนต์ “Me too” หรือฟอนต์ “Copy Cat” ฟอนต์เหล่านี้จะเน้นจุดมุ่งหมายไปที่การฉวยโอกาสมากกว่าสนใจความเป็นต้นฉบับดั้งเดิม ฟอนต์เหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มรีไววัล เพราะมันไม่ได้ทำให้อะไรคืนชีพหรือกลับมามีชีวิตอีกรอบ  

2.

Reconsiderations/ Reevaluations/ Reinterpretations

               คือการตั้งต้นที่มาไว้อย่างหลวมๆ ดูจากแค่หน้าตาความสวยงามที่เป็นที่นิยม (ไม่ว่าจะด้วยเครื่องมือแบบไหน) เป็นเหมือนกับการฝึกฝนอย่างหนึ่งของนักออกแบบ โดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะต้องปล่อยออกมาให้ใช้งานช้าหรือเร็ว

Homages/ Tributes/ Paeans 

                   คือการตั้งต้นที่มาอย่างหลวมๆ ด้วยแบบชุดตัวอักษรเก่าชุดใดชุดหนึ่ง โดยมักจะมีความชื่นชมและเคารพในความเป็นแบบเก่า แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวเข้าไปจับอย่างอิสระ ไม่ได้เป็นการนำแบบเก่ามาทำใหม่อย่างตรงไปตรงมา 

Encores/ Sequels/ Reprises 

                   คือการตั้งต้นที่มาอย่างหลวมๆ ด้วยแบบตัวหนังสือที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ (ไม่ว่าจะด้วยเครื่องมือแบบไหน) มาใช้เป็นสารตั้งต้นเพื่อสำรวจค้นหาและนำไปพัฒนาแบบต่อในกลุ่มตัวหนังสือนั้นๆ เหมือนกับการนำแบบขายดีมาตั้งต้น เพราะรู้ดีว่าสไตล์แบบนี้ขายได้  

Extensions/ Spinoffs/ Variations

                   คือการตั้งต้นที่มาอย่างหลวมๆ ไม่ว่าจะด้วยแบบที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ หรือแบบที่ประสบความสำเร็จในด้านความสวยงาม (ไม่ว่าจะด้วยเครื่องมือแบบไหน) นำแบบมาปรับปรุงใหม่ จากแบบตัวหนังสือในกลุ่มที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมอยู่แล้ว ลักษณะคล้ายกับกลุ่มก่อนหน้า 

Caricatures/ Parodies/ Burlesques

                  ตั้งต้นที่มาอย่างหลวมๆ ด้วยฟีเจอร์ (features) บางอย่างของต้นแบบนั้นๆ มักจะนิยมนำมาใส่ในเชิงล้อเลียนขำขัน หรือบ้างก็นำมาทดลองใส่เพื่อหวังเห็นผลในผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด 

ในอดีตการนำแบบเก่ามาทำใหม่นั้นทำได้แค่อย่างหลวมๆ เพราะความสามารถช่างฝีมือในอดีตต่างก็มีลักษณะงานช่างที่เฉพาะตัว จนกระทั่งช่วงหลังศตวรรษที่ 19 มีการนำ pantograph เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการคัดลอกแบบตัวอักษรและลดขั้นตอนของการทำมือ เพิ่มความเร็วในการคัดลอกตัวหนังสือ และต่อมาเมื่อมี phototype ก็เสริมเข้ามาเป็นอีกขั้นที่ทำให้ขั้นตอนในการคัดลอกได้ว่องไวขึ้นไปอีก และด้วยโปรแกรมที่ง่ายต่อการเข้าถึง ซึ่งในยุคดิจิทัลนี้ การคัดลอกแบบนั้นเป็นไปได้ในเพียงพริบตา แค่เม้าส์คลิก

ความสามารถในยุคดิจิทัลนี้ เราสามารถที่จะปรับแบบที่ถอดมาจากต้นฉบับเดิม ที่ในอดีตเคยใช้มือตัดหล่อขึ้นมา ปรับให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานในยุคปัจจุบันมากขึ้น เราสามารถทำให้ “ดูเก่า” หรือ “ดูใหม่” ก็ได้ทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถที่จะทำให้มันเหมือนกันกับต้นฉบับอย่างแท้จริงได้ เพราะอย่าลืมว่าตัวหนังสือในยุคดิจิทัลไม่ใช่ตัวหนังสือโลหะบนแท่นพิมพ์ วิธีการสร้างเริ่มต้นมาก็แตกต่างกัน เราจึงทำได้เพียง “เลียนแบบ” มันเท่านั้น และตัวหนังสือทั้งสองยุคนั้นต่างก็มีเอกลักษณ์และคุณสมบัตรเฉพาะตัวของตัวเอง 

การตระหนักว่าตัวหนังสือในยุคดิจิทัลนั้นสามารถเลียนแบบ “หน้าตา (look)” ของตัวหนังสือแบบเก่าได้ เป็นมุมมองที่สำคัญต่อการประเมินค่าของตัวหนังสือที่ถูกนำกลับมาทำใหม่ คำอย่าง “digital homage” หรือ “historic fiction” สามารถนำมาอธิบายความตั้งใจของเหล่านักออกแบบให้ชัดเจนได้ ถึงแม้เรานำแบบเก่าในอดีตมาใช้เป็นต้นแบบ แต่ถึงอย่างนั้น แบบของเราก็ไม่ได้ผูกติดกับข้อจำกัดเดิมไปทั้งหมด

มีตัวอย่างให้เห็นเช่น ขั้นตอนการออกแบบของชุดตัวหนังสือ Tribute ของแฟรงก์ เฮน (Frank Heine) เป็นงานที่ดึงเอาเฉพาะจุดเด่นของแบบเก่าเข้ามาในงาน งานรีไววัลชุดนี้เป็นมากกว่าการนำงานเก่ามาทำใหม่ งานออกแบบของเขานั้นรวมไปถึงการนำงานเก่ามาตีความใหม่ (เพิ่มเติมโดยผู้แปล – ถ้าได้ไปอ่านงานของเขา จะพบว่าขั้นตอนการออกแบบของเขาเริ่มต้นจากการนำแบบตัวหนังสือเก่าที่พิมพ์ทิ้งไว้ มาเป็นต้นฉบับ พบความไม่ชัดเจนในหลายจุดของต้นแบบ เช่น ปลายจบ (stroke ending) หรือลักษณะของตัวเชิงฐาน (serif) ดังนั้นหน้าที่ของเขาในฐานะนักออกแบบที่อยากนำแบบนี้มาทำใหม่ ก็ต้องมองหาระบบที่นักออกแบบคนเก่าวางเอาไว้ในแบบชุดตัวหนังสือนั้น เพื่อเติมเต็มความไม่ชัดเจนอันเนื่องมาจากการพิมพ์ ณ เวลานั้นให้ชัดเจนขึ้น งานออกแบบรีไววัลที่ท้าทายนี้นับเป็นการตีความหมายซ้อนอีกขั้นโดยนักออกแบบคนปัจจุบัน และยังรักษาให้ภาพรวมตัวหนังสือนั้นเหมือนเดิม) ผลลัพธ์ที่ได้คืองานที่ถูกตีความใหม่ โดยยังมีเอกลักษณ์รูปแบบหน้าตาภาพรวมเดิมของตัวหนังสือเก่านั้นไว้ แต่ปรับแต่งลูกเล่นภายใต้หน้ากากเดิม เติมให้เต็มไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากยิ่งขึ้น

ผมมองว่า Tribute เปรียบเหมือนกับการงานเล่านวนิยายอิงประวัติศาสตร์ (historical fiction) ในแง่ที่ทำให้นึกถึงงานของ Guyot นักออกแบบสไตล์ฝรั่งเศสที่นำมาเป็นต้นแบบ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปรุงแต่งเพื่อเติมเต็มเบางจุดให้ชัดเจนมากขึ้น และงานในลักษณะนี้ แน่นอนว่าก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยในตัวของมัน

 

บทความแปลจาก Call it what it is by John Downer