30 sec.

Read it in Loop | Loopless

ไม่นานมานี้ได้ยินจากเพื่อนเกี่ยวกับการประชุมนักธุรกิจที่มีกฎให้แต่ละคน พูดแนะนำธุรกิจของตัวเองให้ดีที่สุดภายในเวลา 30 วินาที ดูรายการทอล์คโชว์ก็เห็นมีช่วง PR อะไรก็ได้ใน 30 วินาที อีก เลยลองนึกไปว่าถ้าเป็นตัวเองจะพูดอะไรได้บ้างและพบว่ามันไม่ได้ง่ายเท่าไหร่นัก

สำหรับคนที่อยู่ใน Graphic Design Business การสื่อสารข้อมูลเหล่านี้กลับดูเป็นเรื่องไม่ปรกติเหมือนคนอื่นเขา กราฟิกดีไซเนอร์มักมีธรรมชาติที่ไม่ถนัดขายของเอาเสียเลย เพราะถูกเทรนมาให้รักในศิลปะการบอกอ้อมๆ เหตุเพราะมันจรรโลงใจกว่าและมีเสน่ห์กว่าการบอกตรงๆ พูดง่ายๆ คือไม่ชอบความ Hard Sale แต่ชอบความ   Subtle การจะให้นักออกแบบสื่อสาร ที่กว่า 80% เป็นคนอมพะนำ มาพูดแนะนำธุรกิจของตัวเองให้ได้ประสิทธิภาพนั้น อาจเป็นเรื่องยากกว่าการทำงานออกแบบก็ได้

การพูดให้ สังคม หรือ ลูกค้า เข้าใจมีเรื่องต้องจัดการกันหลายด่าน เริ่มจากการระบุอาชีพของนักออกแบบเอง การบอกผู้คนว่าประกอบอาชีพด้าน Graphic Design ในสมัยเมื่อ 20 กว่าปีก่อนนั้นจำได้ว่าต้องอธิบายย้วยกันไปอีกประมาณหนึ่ง แต่อย่างน้อยในยุคดิจิทัลนี้หวังว่าบุพการีคงสามารถเข้าใจได้แล้วว่าลูกตัวเองเรียนหรือทำงานอะไร ด้านคำแปลภาษาไทยก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรง่ายขึ้น ออกแบบเรขศิลป์ / เลขนศิลป์ / นิเทศศิลป์ ต่างต้องแปลไทยเป็นไทยอีกที คงเหลือแต่คำว่า การออกแบบเพื่อการสื่อสาร (ผ่านภาพและตัวอักษร) หรือการออกแบบสื่อสาร ซึ่งแปลมาจากคำว่า Visual Communication Design รวมถึงคำทับศัพท์ว่า กราฟิกดีไซน์ ที่เป็นกลุ่มคำที่เราพึ่งพาได้

ลำดับถัดมาคือเมื่อคนเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เราทำคือการออกแบบเพื่อการสื่อสาร มีภาพให้ดู มีตัวหนังสือให้อ่าน แล้วมันมีคุณค่าต่อลูกค้ายังไง? เทียบกับตึก บ้าน หรือห้องที่เข้าไปอยู่ได้ไหม? สำคัญเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้หรือเปล่า? ที่จริงงานออกแบบทุกแขนงก็สำคัญต่อมนุษย์พอๆ กัน มีประโยชน์ในส่วนของ การใช้สอย ควบคู่ไปกับ สุนทรียภาพ อย่างแยกกันไม่ขาด เพียงแต่ผลลัพธ์ปลายทางของงานกราฟิกดีไซน์ มันเป็นการประกอบภาพและตัวอักษร เพื่อ “สื่อ” “สาร” หรือ “สาระ” บางอย่างให้คน “รับรู้” คนส่วนใหญ่พอรับสารได้แล้ว ก็จบกันไป เพราะมองว่าเนื้องานเป็นเพียง รูปธรรมของความนึกคิดและการพูดจา วันๆ หนึ่งเราคิดและพูดกันเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง จึงไม่แปลกใจที่ใครจะมองข้ามหรือไม่ทันสังเกต “มิติ” ที่อยู่นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอย งานกราฟิกดีไซน์เลยมักตกไปอยู่ใน To Do List ลำดับท้ายๆ ของแต่ละกิจการเสมอ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว

อีกมิติที่ว่านั้นคือ งานกราฟิกดีไซน์มีหน้าที่ Represent ตัวตน และไม่ใช่เป็นแค่ตัวตนธรรมดา แต่ว่ามันคือ “ตัวตนอันสมบูรณ์แบบ” ของผู้สื่อสาร เป็น “เปลือกนอก” ที่คุณภาพตรงกับ “เนื้อใน” ทุกกิจการที่ตั้งใจทำจึงให้ความพิถีพิถันอย่างมากกับงานออกแบบสื่อสาร เพราะตระหนักว่ามันสามารถส่งผ่านคลื่นความรู้สึกและทัศนคติที่ดีไปกับทุกสาระได้ ซึ่งเป็นกลไกที่ส่งผลต่อการสร้างความประทับใจแรก ความเชื่อมั่น ความวางใจ และการตัดสินใจอุดหนุนที่ต่อเนื่อง 

“เป็นมูลค่าทางใจ ที่นำไปสู่มูลค่าทางเงิน”

 แปลกแต่จริงที่หลายแบรนด์ไทยไปตลาดสากลไม่ได้ เพียงเพราะไม่สามารถเข้าถึง ความลับที่ไม่ได้เป็นความลับ ข้อนี้มาอย่างยาวนาน งานกราฟิกดีไซน์ มีฟังก์ชั่นของมัน สำคัญในแบบที่มันสำคัญ ไม่มีอะไรแฟนซีกว่านี้ ปัญหาอยู่ที่คนยังประเมินพลังของมันอย่างต่ำเกินไป คำถามสุดท้ายคือ นักออกแบบจะนั่งรับผลกระทบจากการที่ คุณค่าของวิชาชีพ ไม่ชัดเจนในใจของผู้คนเท่าที่ควร หรือเราจะเป็นหนึ่งคนที่ลุกขึ้นไปบอกเขา (แบบ Soft Sale ก็ได้) ว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นประโยชน์กับพวกเขาอย่างไรบ้างด้วยเหตุและผล การพูดแนะนำธุรกิจของตัวเองให้ดีที่สุดในเวลาอันสั้น นับว่าเป็นไอเดียที่ดีและควรเป็นนิสัยปรกติที่นักออกแบบควรมี หากเรายังพูดให้เข้าใจง่ายๆ ไม่ได้ ก็เหมือนเราไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนในอุตสาหกรรมนี้จะมองเห็นว่ามันเป็นหน้าที่ของตัวเองหรือเปล่าในการร่วมสื่อสารให้เกิดความตระหนักรู้ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่สมเหตุผล นักออกแบบไม่ควรเป็นคนที่สันโดษมากเกินไป การไม่พูดอะไรบางทีก็เหมือนกับการเก็บสิ่งดีๆ เอาไว้คนเดียว แชร์บ้าง อะไรบ้าง add friend, follow, ยิ้มให้คนอื่นก่อนบ้างตามสมควร บางทีคุณอาจจะพบว่ามีคนมากมายที่รอฟังคุณอยู่ และรับรู้ได้ว่าในที่สุดเขาก็หาคุณเจอเสียที

ในเวลาเพียง 30 วินาที