Kamolkarn Kosolkarn
Kamolkarn Kosolkarn

Where are the Italics?

➜  การออกแบบฟอนต์แบบโอเพ่นซอร์สนั้นเป็นหนึ่งในวิธีการที่ทำให้กระบวนการออกแบบนั้นขยายสู่ความไม่มีขีดจำกัด การบรรยายของแฟรงก์ กรีสแฮมเมอร์ (Frank Grießhammer) ในครั้งนี้จึงเป็นการบอกเล่าถึงกระบวนการเบื้องหลังการออกแบบครอบครัวตัวอักษร Source Serif กับอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ต้องเจอในระหว่างทาง ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาโดยผู้ใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้นคือการอธิบายบทบาทของ Source Serif ที่ปรากฏในโครงการยิ่งใหญ่อย่าง Source Sans

แฟรงก์เริ่มต้นออกแบบฟอนต์ Source Serif ตั้งแต่ปี 2013 ในลักษณะเป็นครอบครัวแบบตัวอักษร โดยมีโจทย์สำคัญคือ ชุดของแบบตัวอักษรที่ค่อนข้างมีเส้นโมโนไลน์ที่สม่ำเสมอ สามารถเข้าคู่กับฟอนต์ Source Sans Pro ได้และจำเป็นที่จะต้องจับคู่กับตัวเขียน CJK (Chinese-Japanese-Korean) ได้ดี

จุดเริ่มต้นจากหนังสือขนาดเล็กที่ชื่อ Manuel Typographique ของปิแอร์ ไซมอน ฟรอนเยร์ (Pierre Simon Fournier) โดยฟรอนเยร์เป็นผู้ริเริ่มให้รู้จักกับระบบที่เป็นมาตรฐานในการกำหนดขนาดฟอนต์ โดยหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1764 และมาตรฐานเรื่องขนาดฟอนต์ของเขานั้นได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางประวัติศาสตร์ ที่ยังดูใหม่และใช้งานได้ในปัจจุบันนี้

แฟรงก์มองไปที่หน้ากระดาษหนังสือของฟรอนเยร์และคิดว่าอะไรที่ดีและต้องการเก็บไว้และอะไรที่ไม่ต้องการ โดยยืนยันว่าในตอนแรกที่ออกแบบ Source Serif นั้นไม่ได้เป็นการฟื้นคืนแบบตัวอักษรของฟรอนเยร์  ถ้าหากสังเกตจะเห็นว่าแฟรงก์พยายามที่จะส่งต่อดีเอ็นเอของต้นฉบับในรูปแบบงานดีไซน์ของตัวเอง โดยมีการปรับเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด จะเห็นได้จากตัวพิมพ์ใหญ่ที่ไม่ได้ต้องการทำให้ใหญ่เหมือนกับใน Manuel Typographique จากศตวรรษที่ 18 แต่ก็แน่นอนว่ามีบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลมา จากตัวอย่างง่ายๆ จะเห็นได้ว่า B ของฟรอนเยร์ไม่ได้มีเชิงฐานด้านล่าง และแฟรงก์ก็ตัดสินใจรักษาไว้เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับฟอนต์ดั้งเดิม

การต่อยอดเป็น Source Serif มีการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2014 โดยมีแค่ 3 น้ำหนัก Adobe Latin-3 ชุดแบบตัวอักษร รวมสัญลักษณ์และตัวเลขมีขนาดเล็ก แต่ครั้งแรกที่เปิดตัวนี้มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก เมื่อตัวหนานั้นดูว่ามีความบางเมื่อเทียบกับตัวปกติ ทั้งแฟรงก์เองก็เกิดความกังวลใจเล็กน้อยเมื่อต้องใช้งานกับ Source Sans Pro ที่เปิดตัวมาก่อนหน้า แต่ผลตอบรับก็เป็นไปในทางที่ดีเพราะเริ่มมีคนตื่นเต้นและให้ความสนใจ ทวีต ถูกนำไปเผยแพร่ในกูเกิ้ลฟอนต์ ได้รับความนิยมมากในการเป็นแบบตัวอักษรส่วนเนื้อหาในหลายเว็บไซต์ ตั้งแต่เว็บไซต์ด้านจิตวิทยาจนถึงเว็บเรื่องความปลอดภัยด้านเทคโนโลยี จนถึงการถูกนำไปแชร์ใน github แต่ทั้งนี้ ปรากฏว่ามีคอมเมนท์แรกที่ผู้ใช้ถามขึ้นมาคือ มีตัวเอียงไหม?

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2014 แฟรงก์ออกแบบเพิ่มน้ำหนักให้ Source Serif ใหม่ แต่ก็ยังไม่มีตัวเอียงอยู่ดี มีน้ำหนักเพิ่มเติมคือบางมาก (extra light) และบาง (light) การเพิ่มน้ำหนักทำให้ผลลัพธ์เป็นที่พึงพอใจ ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นและถูกต้องสมควร ได้รับการยกระดับให้เป็นแบบตัวอักษรทางเลือกสำหรับแก้ปัญหา มีน้ำหนักใช้งานที่หลากหลาย ได้รับการตอบรับอย่างดี มีการใช้งานมาก แต่เมื่อมาถึงปี 2015 ยังมีคนถามอยู่ว่า มีตัวเอียงไหม? มีอัพเดตที่มีตัวเอียงหรือไม่? พร้อมคอมเมนท์อื่นๆ เกี่ยวกับตัวเอียงอีกมากมาย

คำถามคือ ทำไมคนชอบแบบตัวเอียงกันมาก?

เดือนมกราคมปี 2017 Source Serif มีการพัฒนาสู่อีกหลากหลายภาษา แต่ก็ยังไม่มีตัวเอียงอยู่ดี มีการออกแบบครบชุดแบบตัวอักษร Adobe Latin-4  ทั้งยังมีการใช้งานในภาษากรีกและภาษาไซรีลิกที่มีความยากและซับซ้อน เมื่อปรับปรุงการออกแบบแล้วก็พัฒนาต่อยอด ทำให้ฟอนต์นี้มีประโยชน์มากๆ ได้รับการใช้งานที่หลากหลายในหลายภาษาทั่วโลก หรือถ้าอยู่ในพื้นที่ซานฟรานซิสโก ที่มีคนเวียดนามอยู่เป็นจำนวนมาก ฟอนต์ Source Serif ก็ได้รับการนำไปใช้ออกแบบในภาษาเวียดนามอีกด้วย จนมาถึงการพัฒนาครั้งที่ 4 ในปี 2018 แฟรงก์ตัดสินใจออกแบบตัวเอียงในหลายน้ำหนัก โดยได้รับแรงบันดาลใจจากฟรอนเยร์ ที่เมื่อลองมองย้อนกลับไปที่หนังสือต้นฉบับจะพบว่ามีตัวเอียงอยู่ ซึ่งช่วยในการออกแบบได้อย่างมาก

นอกจากนี้ แฟรงก์กล่าวเพิ่มเติมว่าเป็นเรื่องดีที่นักออกแบบจะอัพเดตอยู่เสมอว่าตัวเองกำลังออกแบบอะไรอยู่ แต่อย่าลืมว่าแบบตัวอักษรคือเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งที่มีไว้สำหรับตกแต่ง เครื่องมือใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ทางอ้อม คือการออกแบบฟอนต์ที่เป็นแบบโอเพ่นซอร์สนั้นนักออกแบบตัวอักษรจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทักษะเฉพาะ นั่นคือการทำงานให้เสร็จ ทั้งนี้ในส่วนของรับมือกับคอมเมนท์เอาแต่ใจใน github นั้นเป็นไปด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสร้างเทมเพลท, การรับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ, การแสดงให้เห็นความก้าวหน้าของงานในสาธารณะ, พยายามไม่ทำให้คอมเมนท์ทุกอันเป็นเรื่องส่วนตัว และยอมรับว่าไม่มีโปรเจ็กต์ไหนที่จะตอบรับกับความต้องการของทุกคนได้